
ยอดเอฟดีไอปี2553ลดลงจากปีก่อน32.7%
ยอดเอฟดีไอปี 2553 มี 865 โครงการ มูลค่ารวม 2.36 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 32.7% เหตุจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลาง
ยอดเอฟดีไอปี 2553 มี 865 โครงการ มูลค่ารวม 2.36 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 32.7% เหตุจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลาง
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในปี 2553 มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 865 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.8% มูลค่าการลงทุนรวม 2.36 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลง 32.7% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เพราะโครงการลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลาง
ทั้งนี้ การลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนประเทศญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนสูงสุด และปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าเงินลงทุน โดยในปี 2553 มีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นรวม 363 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.04 แสนล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่ม 36.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 266 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 7.73 หมื่นล้านบาท
กิจการที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับแรก เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งจำนวน 156 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4.66 หมื่นล้านบาท รองมาเป็นกลุ่มกิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 66 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3.32 หมื่นล้านบาท และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์กระดาษ และพลาสติก จำนวน 52 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,102 ล้านบาท
“แม้ในปี 2553 ประเทศไทยจะเผชิญปัญหา ทั้งมาบตาพุด วิกฤติการเมือง ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่จากพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้มั่นใจว่าการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2554 จะยังขยายตัวต่อเนื่องหลังจากทิศทางของการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งประเทศไทยจะยังเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้น” นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับภาพรวมของการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,591 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 4.47 แสนล้านบาท โดยโครงการ ปรับเพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มี 1,489 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 6.38 แสนล้าน
ทั้งนี้ ทิศทางของจำนวนโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยที่ยังขยายตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในกลุ่มกิจการขนาดกลาง ที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 20-500 ล้านบาท มีจำนวนรวมกันถึง 981 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 131 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการลงทุนในปี 2554 นี้ ยังคงต้องจับตามองเนื่องจากยังมีปัจจับลบที่จะมีผลกระทบต่อภาคการลงทุนของไทย เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เงินบาทแข็งค่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นต้น โดยได้มอบให้บีโอไอ เร่งจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเป้าหมายทั้งกลุ่มนักลงทุนเดิม เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป และนักลงทุนเป้าหมายใหม่ เช่น จีน อินเดีย ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งการส่งเสริมการลงทุน 2 ทางทั้งการส่งเสริมการลงทุนของไทยไปลงทุนในต่างประเทศ และการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศมาไทย







