
โหมโรงวิกฤต 2554
....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เปิดปีใหม่มาไม่นาน เริ่มรู้สึกว่าปีกระต่ายไม่
“เชื่อง” อย่างที่คิด แต่มีความเสี่ยงสารพัดรอเราอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ดันสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นยกแถวทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นจากความเป็นห่วง (อีกละ) ว่าน้ำมันจะหมดโลกในเร็วๆ นี้ ในขณะที่ความต้องการน้ำมันก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในภูมิอากาศที่เลวร้ายในหลายๆ พื้นที่ของโลกราคาหุ้นสัปดาห์นี้ก็ดิ่งกันทั่วโลก ดัชนีหุ้นไทยใกล้สัมผัสระดับ 1,000 จุด หลังจากเปิดต้นปีอย่างมีความหวังโดยขึ้นไปที่ระดับ 1,050 จุดเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ก็ห่อเหี่ยวลงตามภูมิภาคจากความกังวลในเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่ยังฟื้นตัวอย่าง
“ไม่ได้ดังใจ” เช่น อัตราการว่างงานในสหรัฐที่ลดลงเพียงเล็กน้อย และปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปที่อาจทำให้โปรตุเกสต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ (IMF: International Monetary Fund หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ทั่วโลกค่อนข้างมั่นใจว่า “ไม่ช้าก็เร็ว เดี๋ยวก็ถึง”ปัญหาการเมืองทั้งภายในภายนอกก็คุกรุ่นขึ้น จากเรื่อง
“ไม่เป็นเรื่อง” มหกรรมกีฬาสีเริ่มโหมโรงแล้วทั้งแดงและเหลือง และเหตุการณ์ของ 7 คนไทยที่ถูกจับในเขมร ทำให้เห็นว่าทั้งไทยและเขมรต่าง “ขาดความรู้” ด้านบริหารจัดการข้อที่ว่า “Begin with the End in Mind” คือ ถ้าทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นด้วยการคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น คงไม่ทำอะไร “โง่ๆ” ลงไป ไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายหรือคาดหวังผลลัพธ์ไว้เช่นไร จะต้องให้เกิดสงครามขึ้นมาถึงจะพอใจหรือไรนี่ก็แสดงไว้ให้เห็นอีกว่าขาดความรู้ด้านบริหารอีกข้อคือ
“WinWin” เพราะเล่นเกมที่ขณะทั้งคู่ไม่เป็น ในที่สุดก็ “แพ้ทั้งคู่” มีแต่เสียหายทั้งสองฝ่าย คงต้องจับนักการเมืองทั้งไทยและเขมรมานั่งเรียนการบริหารจัดการจะได้รู้ถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเพราะฉะนั้นองค์กรต่างๆ ควรเตรียมรับความเสี่ยงไว้ให้ดี ถึงแม้จะเป็นความเสี่ยงที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกความเสี่ยงว่ากิจการของเราจะต้องถูกกระทบอย่างไรจากปัจจัยอะไร และคาดหมายถึงระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถรับได้
ตลอดจนคอยสำรวจว่าความเสี่ยงต่างๆ ส่งผลกระทบหรือยังในระดับเท่าไร และต้องคอยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อมาจัดการกับความเสี่ยงนั้นๆ เพื่อให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถรับได้
และควรพิจารณาเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น ตลาดล่วงหน้า โดยผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาจต้องพิจารณาถึงการ
“ขายล่วงหน้า (Short Forward/Futures Contact)” เพื่อล็อกราคาขายสินค้าหรือราคาขายเงินตราในกรณีที่ขายเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ส่วนผู้ซื้อและผู้นำเข้าก็อาจทำการ
“ซื้อล่วงหน้า (Long Forward/Futures Contact)” เพื่อล็อกราคาซื้อสินค้าหรือราคาซื้อเงินตราต่างประเทศนอกจากนี้ อาจต้อง
“กระจายความเสี่ยง” ไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดลงไปที่ตลาดหุ้น อาจต้องพิจารณาตราสารหนี้ ทองคำ หรือกองทุนประเภทต่างๆ ตลอดจนสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนดังนั้น จึงต้องเก็บเงินไว้ในบัญชีหรือในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหรือหมุนเวียนได้ง่าย เช่น สามารถขายได้ทันทีโดยราคาไม่ลดลงมากนัก และจะต้องไม่กระจุกการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว หรือในอุตสาหกรรมเดียว หรือในหุ้นบริษัทเดียวอย่างที่
“แมลงเม่า” ชอบทำเพราะถ้าใส่ไข่ (เงินลงทุน) ทั้งหมดในตะกร้า (การลงทุน)ใบเดียว ถ้าทำตะกร้าหล่น ไข่ทั้งหมดจะพลอยแตกเสียหายไปด้วย







