
สรุปเผือกร้อน 5 บอร์ดกสทช.ประจำปี 2565
สำนักงาน กสทช.กลายเป็นแดนสนธยาทันที เมื่อมีบอร์ดกสทช.เข้ามารับตำแหน่ง เพราะเผือกร้อนที่ทำให้ไม่มีบอร์ดกสทช.คนไหนกล้าพูดถึง
14 เม.ย.2565 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ดกสทช.) 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ประกอบด้วย
1.ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ
2. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ (ด้านกิจการกระจายเสียง)
3. ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต กรรมการ (ด้านกิจการโทรทัศน์)
4. นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ (ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน)
5. รองศาสตราจารย์ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ (ด้านอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.(ข) ด้านเศรษฐศาสตร์)
วันแรกที่เข้าทำงานในกสทช.ก็ต้องเจอกับเผือกร้อนที่รอให้บอร์ดกสทช.ตัดสินใจ นั่นคือ การอนุญาตควบรวมกิจการของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (หมาชน) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ซึ่งแน่นอนว่าแม้ทุกคนยังใหม่ต่อเรื่องนี้ แต่ทุกคนก็ล้วนมีข้อมูลที่ศึกษาผลกระทบมาในเบื้องต้นแล้ว เพราะก่อนหน้าที่บอร์ดกสทช.จะเข้ามารับตำแหน่งนั้น ในสื่อต่างๆมีการพูดถึงผลกระทบ ข้อดี และข้อเสียที่หลากหลายในวงกว้างมาก่อนหน้านี้แล้ว
แต่กระนั้นก็ตาม บอร์ด กสทช.ทั้ง 5 คน กลับเงียบ ไม่ชี้แจงใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีเพียงข้อมูลหลุด แหล่งข่าววงใน ที่กล่าวแทนทั้งนั้น จนหาความจริงไม่ได้ ว่าสิ่งที่ไหนจริง สิ่งไหนเป็นเฟคนิวส์
ต่อเมื่อถึงเวลาแถลงผลงาน 3 เดือน บอร์ดก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่พูดเรื่องดีลควบรวมนี้ และบอร์ดทั้ง 5 คน มีความเห็นเป็นของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
ทำให้ กสทช. กลายเป็นแดนสนธยาทันที เพราะบอร์ดทุกคนไม่มีใครกล้าพูดเรื่องดีลควบรวม จนทำให้เหมือนกสทช.ไม่มีผลงานเรื่องอื่นเพราะกลัวเจอสื่อแล้วจะถูกถาม แม้แต่ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้ ก็ไม่มีบอร์ดกสทช.คนไหนมาเจอกับสื่อ
แม้ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลงที่มติ เห็นชอบ เพราะกสทช.ไม่มีอำนาจสั่งห้ามหรือไม่ห้าม มีเพียงการออกมาตรการควบคุมเท่านั้น ก็ตาม แต่กสทช.ก็ยังคงมีเผือกร้อนก้อนต่อไปตามมาอีก นั่นคือ เรื่อง การสนุบสนุนงบประมาณการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 จำนวน 600 ล้านบาท ให้กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมได้อย่างทั่วถึงทุกแพลตฟอร์มตามกฎมัสแครรี่
ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้น จนจบเกมการแข่งขันประชาชนก็ยังไม่ได้ดูอย่างทั่วถึง จนทำให้เกิดการทวงเงินคืนจาก กกท.ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอดูกันอีกยาวว่าท้ายที่สุดแล้วจะจบลงที่ศาลหรือไม่ อย่างไร
เรื่องสุดท้ายที่เหมือนว่าคราวนี้ กสทช.จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง คือ การประมูลวงโคจรดาวเทียมประจำที่ ซึ่งล่มไปครั้งหนึ่งเมื่อ 2564 เมื่อมีผู้ประมูลคือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประสงค์ประมูลเพียงรายเดียว โดยครั้งนั้นกสทช.อ้างว่า การมีผู้ประมูลรายเดียว ไม่สร้างการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม
กสทช.จึงปรับเงื่อนไขใหม่ให้สามารถเปิดประมูลได้ทั้งมีผู้ยื่นรายเดียวและมากกว่า 1 ราย เพราะหากขยายเวลาเปิดรับแล้วไม่มีผู้ประสงค์ทำธุรกิจก็ถือว่าได้เปิดโอกาสแล้ว ซึ่งล่าสุดเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการประมูลจะเกิดขึ้นในวันที่ 15 ม.ค. 2566 นี้ เพราะมีผู้ยื่นประมูล 3 ราย คือ ไทยคม,บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พร้อม เทคนิคคอล เซอร์วิสเซส จำกัด
ปี 2566 หวังว่า กสทช.จะพ้นจากหมอกควัน ไม่กลายเป็นแดนสนธยา และพร้อมเปิดหน้าสู้ชนทุกเรื่องราว เพราะบอร์ดกสทช.จะครบ 7 คน สามารถทำงานแบบฟูลทีมได้แล้ว โดย พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช.ด้านกฎหมาย ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 30 ต.ค. 2565 และว่าที่บอร์ดกสทช.ด้านโทรคมนาคม นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการโหวตจากสภาฯ







