ไทยเวียตเจ็ท เปิดเที่ยวบินลุย4ประเทศไม่ต้องกักตัว มองบวกรับท่องเที่ยวฟื้น
ไทยเวียตเจ็ท แผน5ปีหวังเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่ม 70% หนุนธุรกิจแกร่ง รับดีมานด์การเดินทางทั่วโลก เผยอุตฯสายการบินหลังโควิดตลาดจะเหลือผู้รอดตัวจริง แต่ยังต้องจับตาสงครามยูเครน-น้ำมัน กระทบยาวเศรษฐกิจ
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวว่า บริษัทวางแนวทางการดำเนินธุรกิจสายการบินไทยแวียตเจ็ท 5 ปีนับจากนี้ จะมีสัดส่วนผู้โดยสารจากการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มเป็น 70% ปัจจุบันอยู่ที่5% โดยในปี 2565 คาดว่าจะสัดส่วนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 30% จากปัจจัยหลัก ความต้องการเดินทางระหว่างประเทศจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น หลังจากทั่วโลกผ่านจุดต่ำสุดการแพร่ระบาดโควิด-19 และชะงักการเดินทางระหว่างประเทศตลอดช่วง2 ปีที่ผ่านมา
จากทิศทางดังกล่าว ล่าสุดไทยเวียตเจ็ท พร้อมให้บริการ 4 เส้นทางบินใหม่ระหว่างประเทศที่มีนโยบายผ่อนปรนให้นักเดินทาง/ท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศโดยไม่ต้องกักตัว เบื้องต้นในเส้นทางบินดังนี้ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) - พนมเปญให้บริการตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. นี้เป็นต้นไป ในช่วงแรกจะเริ่มให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ทุกวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ และจะปรับเพิ่มจากความถี่สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน เป็นสูงสุดสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้
นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมให้บริการเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ สู่ เสียมเรียบ เชื่อมต่อศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา เน้นย้ำภารกิจหลักในการมอบทางเลือกการเดินทางแก่ผู้โดยสาร นำท่านเดินทางสู่หลากหลายปลายทางทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย
โดยผู้โดยสาร ที่จะเดินทางเข้าสู่ประเทศกัมพูชาต้องแสดงหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อไวรัสเป็นลบแบบ RT-PCR (ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง) เมื่อเดินทางถึงประเทศกัมพูชา รวมทั้งตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) เมื่อเดินทางถึงประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังร่วมกับสายการบินเวียตเจ็ท (เวียดนาม) เพิ่มความถี่เที่ยวบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) - โฮจิมินห์ สูงสุด 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ พร้อมเพิ่มจากความถี่สัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน เป็นสูงสุดสัปดาห์ละ 6 เที่ยวบิน เริ่มกลางเดือนก.พ. นี้ ภายหลังการผ่อนปรนมาตรการเดินทางในหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งไทยและเวียดนาม รวมถึงเส้นทางบินกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) - ดานัง เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป
สุดท้าย สายการบินไทยเวียตเจ็ทได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสิงคโปร์และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสิงคโปร์ในการเข้าร่วมโครงการช่องทางพิเศษสำหรับผู้เดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้ว(Vaccinated Travel Lane หรือ VTL) อนุญาตให้เดินทางเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์โดยไม่ต้องทำการกักตัว เพื่อร่วมฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ โดยจะเริ่มให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สู่ ท่าอากาศยานชางงีสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. นี้เป็นต้นไป รวมถึงเส้นทางบินจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต สู่ ท่าอากาศยานชางงีสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. นี้
โดยในช่วงแรกของการให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศเส้นทางใหม่จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สู่ ท่าอากาศยานชางงีสิงคโปร์ ด้วยความถี่ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ และเส้นทางบินจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต สู่ ท่าอากาศยานชางงีสิงคโปร์ ด้วยความถี่ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์
“อุตฯท่องเทื่ยวในภาพรวมหลังผ่านพ้นช่วงต่ำสุดโควิดไปแล้ว คาดจะมีแนวโน้มดีขึ้นราวไตรมาส3-4 ปีนี้ แต่ต้องดูปัจจัยหลักจากนักท่องเที่ยวชาวจีนว่าจะมีการเดินทางระหว่างประเทศมากน้อยเท่าใด รวมถึงช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิดในส่วนของบริการเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ ไฟลต์) มีผู้โดยสารชาวไทยอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคนส่วนในปีนี้คาดอยู่ที่ 5 ล้านคน ซึ่งไทยเวียตเจ็ตพร้อมเตรียมกลับไปให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ ทั้งเกาหลีใต้ เมืองอามีนาบัด อินเดีย ฟูกูโอกะ ญี่ปุ่นในเร็วๆนี้” นายวรเนติ กล่าว
จากแผนดังกล่าว บริษัทฯ คาดว่าจะผลักดันให้ธุรกิจมีอัตราการเติบโตรายได้ราว 20-30% ซึ่งเป็นการประเมินในช่วงก่อนเกิดวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังต้องจับตามองในหลายปัจจัยว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการเก็งกำไรของนักลงทุนมากกว่าเป็นราคาค่าพลังงานน้ำมันที่แท้จริง ด้วยปริมาณความต้องการ(ดีมานด์)และการจัดหา (ซัพพลาย)น้ำมัน ไม่ได้มีความแตกต่างมากนักในปัจจุบันกับช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้น บริษัทได้เสนอไปยัง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้จำแนกค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Charged) ออกมาให้ชัดเจนจากค่าบัตรโดยสาร ด้วยในช่วงที่ผ่านมาสายการบินทุกแห่งได้เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันอัตรา 8-9 ดอลลาร์สหรัฐฯ/1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นต้น เพื่อให้ผู้โดยสารรับทราบราคาที่แท้จริง เช่นเดียวกับการเก็บค่าภาษีท่าอากาศยานแต่ละแห่งที่เรียกเก็บค่าบริการแยกออกมา
“ผลประกอบการธุรกิจในปีที่ผ่านมานั้นซึ่งยังเป็นช่วงการแพร่ระบาดโควิด เชื่อว่าไม่มีใครทำกำไรได้ และจากราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นสูงในขณะนี้ ทำให้บริษัทฯมอง ในสองถึงสามปีข้างหน้าเป็นเรื่องการเติบโตเป็นหลัก ด้วยกลยุทธ์การขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้ร เพื่อผลักดันให้มีรายได้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเติบโตราว30% จากปีก่อน30% ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้” นายวรเนติ กล่าว
พร้อมกล่าวเสริมว่า จากแนวทางที่วางไว้ยังสอดคล้องกับแผนธุรกิจ5 ปีที่กล่าวในข้างต้น จะผลักดันให้ธุรกิจโตต่อเนื่อง20% หากสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินการได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมตลาดโดยรวมเช่นกันว่าจะมีผู้ให้บริการธุรกิจสายการบินรายใดที่แข็งแกร่งขึ้นมา หรือมีรายใดที่อ่อนแอก็อาจจะหายไป ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของผู้ให้บริการแต่ละรายที่วางไว้ในการบริหารจัดการเส้นทางบินและฝูงบินของตัวเองที่มีอยู่ด้วยหลังผ่านพ้นโควิดไปแล้ว ความต้องการเดินทางทั่วโลกจะมีจำนวนมากขึ้น
นายวรเนติ กล่าวทิ้งท้ายว่าหลังจากเปิดให้บริการใน4 เส้นทางระหว่างประเทศดังกล่าว คาดจะมีส่วนในการปลุกอารมรณ์อุตฯท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศตามมา โดยเฉพาะเส้นทางบินในประเทศที่มีจำนวนผู้โดยสารจองบัตรโดยสารล่วงหน้าเพื่อเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ซึ่งหากภาครัฐเร่งมาตรการส่งเสริมรณรงค์การท่องเที่ยวสงกรานต์ปลอดภัยในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ คาดจะกระตุ้นให้การท่องเทื่ยวของไทยในช่วงเทศกาลปีนี้มีความคึกคักมากขึ้น


