
เทคโนโลยี ยังคงไล่ล่าคุณ
เทคโนโลยียังจะมาเรื่อยๆ และหากคุณตามไม่ทัน คุณจะติดอยู่กับที่ และตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าเทคโนโลยีที่เดี๋ยวนี้มาเร็วเหลือเกินครับ....
เทคโนโลยียังจะมาเรื่อยๆ และหากคุณตามไม่ทัน คุณจะติดอยู่กับที่ และตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าเทคโนโลยีที่เดี๋ยวนี้มาเร็วเหลือเกินครับ....
โดย...อานนท์
เมื่อสัปดาห์ก่อน เราได้พูดถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต ก็ต้องบอกว่า ยังไม่พอครับ เทคโนโลยียังจะไล่ล่าคุณต่อไปในด้านอื่นๆ และคุณต้องตามให้ทัน
เอาเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น ระบบต่างๆ ในสำนักงาน คุณจะมามัวใช้พิมพ์ดีด ใช้กระดาษมากมาย ก็คงไม่ไหว แน่นอนว่า เดี๋ยวนี้เรารู้จักการใช้คอมพิวเตอร์ ใช้ระบบเปเปอร์เลส หรือลดการใช้กระดาษ แต่หันมาส่งงานกันผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่เชื่อได้เลยครับว่า อีกหน่อยระบบเหล่านี้จะพัฒนาขึ้นไปอีก อย่างน้อยตอนนี้คุณก็ได้เห็นแล้วว่าเขาส่งรายงานกันทางมือถือ
ดังนั้น หากธุรกิจของคุณขยายเติบโตขึ้น คุณจะต้องมีเทคโนโลยีมารองรับ เช่น ระบบบัญชี ระบบงานบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ยาก และสามารถหาซื้อได้ตามตลาดเทคโนโลยีทั่วไป ที่จะมีพร้อมรองรับอยู่แล้ว แต่ที่ยากกว่าคือ การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพนักงานเก่าแก่ของคุณให้ใช้เทคโนโลยีให้เป็น เพราะการซื้อเทคโนโลยีมา แต่บุคลากรไม่พัฒนาตาม ก็เหมือนหัวล้านได้หวี ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่เกิดประโยชน์ แต่ยังน่าโมโหและเปลืองที่เก็บอีกด้วย
อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้ยากหน่อยคือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการตลาด เดี๋ยวนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รู้ดีแล้วว่า หนึ่งในวิธีที่จะทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วคือการมีเว็บไซต์ แต่ตอนนี้เราก้าวข้ามผ่านเว็บไซต์ออกไปไกลต่อไปอีก ด้วยเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเครือข่ายชุมชนออนไลน์ต่างๆ ที่สามารถเป็นแหล่งกระจายสินค้า หรืออย่างน้อยกระจายความรับรู้ในตราสินค้าของคุณ
แต่มันง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ ไม่ง่ายหรอกครับ คุณไม่อาจเข้าไปในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ แล้วบอกโต้งๆ ว่า สินค้าของคุณดีอย่างไร หรือถ้าผมจะพูดในทางกลับกันก็คือ คุณทำได้ครับ แต่ไม่มีใครอ่าน นอกจากคนที่หลงมาชั่วคราว แล้วจากไปแบบไม่มีเยื่อใย แถมบางคนอาจจะโกรธคุณเสียอีก ที่ทำให้เขาเสียเวลามากับเรื่องที่เขาอาจจะเห็นว่าไร้สาระ
นอกจากนี้ การหว่านโฆษณาไปทั่วเฟซบุ๊ก ไม่ได้ทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนด้วย เรียกว่าเสียเวลาเปล่าทุกฝ่าย
ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีเพื่อการตลาดต้องแยบยลและซับซ้อนกว่านั้น คุณต้องเริ่มสร้างชุมชนจากความชอบร่วมกัน ต้องมีการพูดคุยในสิ่งที่สนใจร่วมกัน สร้างความไว้ใจ ความเป็นเพื่อน และค่อยเข้ามาถึงเป้าหมายของคุณ คือ การสร้างความรับรู้ในสินค้า และต่อยอดถึงการขาย
หลายๆ สินค้าทำได้ง่ายครับ เช่น หากคุณเป็นสำนักพิมพ์ที่มีนักเขียนนิยายที่มีชื่อเสียงในสังกัด คุณอาจจะตั้งกลุ่มสำหรับคนที่ชอบนักเขียนคนนี้เหมือนกัน เช่น กลุ่มคนชอบนักเขียนนามปากกา ABC เป็นต้น ในกลุ่มนี้ ผู้คนที่ชื่นชอบเหมือนกันจะเข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเมื่อไหร่ที่คุณมีหนังสือเล่มใหม่ๆ ของนักเขียน ABC คุณก็สามารถเข้ามาโฆษณาได้โดยง่าย โดยที่กลุ่มเครือข่ายนี้ยินดีต้อนรับอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะคุณเป็น “พวกเดียว” กับเขา มิหนำซ้ำ กลุ่มที่คุณสื่อสารถึงนี้ ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แน่นอนของคุณด้วยว่ากลุ่มนี้ซื้อแน่ๆ
ก็เพราะเขาชอบ ABC อยู่แล้วนี่
ไม่เพียงเท่านั้น คุณยังสามารถแอบใส่นักเขียนอื่นๆ ที่อาจจะไม่ดังเท่า ABC แต่เป็นนักเขียนในสังกัดสำนักพิมพ์ของคุณเข้าไปด้วย เช่น นามปากกา Z ที่เพิ่งเกิดใหม่ คุณก็มีทีมงานเข้าไปตั้งประเด็นพูดคุยเกี่ยวกับผลงานของนักเขียน Z เพื่อสร้างกระแสก่อน อาจจะไม่ได้ผลเหมือนคนดังอย่าง ABC แต่นักเขียน Z ก็จะมีที่ให้ได้เกิดกับเขาบ้างแบบง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก
แต่หากสินค้าของคุณไม่มีแบรนด์ ไม่มีตัวเด่น คุณอาจจะต้องเลือกวิธีการที่อ้อมค้อมกว่านั้น เช่น หากคุณขายอุปกรณ์ทำการฝีมือ คุณอาจจะต้องตั้งกลุ่มสำหรับคนชอบทำการฝีมือก่อน แล้วพูดคุยกันด้วยเรื่องต่างๆ เช่น การถักนิตติง การทำกระเป๋า เย็บผ้าคลุมโต๊ะ เทคนิคต่างๆ ในการทำให้สวยงาม ฯลฯ เมื่อเกิดความคุ้นเคยแล้ว ก็อาจจะแอบขายของที่เป็นสินค้าของคุณ เช่น ชุดสำเร็จรูปในการปักกระเป๋า ชุดสำเร็จรูปในการปักผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมองหาสินค้าแบบนี้อยู่แล้ว
นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่คุณต้องตามให้ทัน เช่น การเข้าไปร่วมเป็นแอพพลิเคชันในมือถือยี่ห้อดังๆ การรับชำระเงินออนไลน์ การเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ออกแบบสินค้าบางอย่างเองผ่านหน้าเว็บไซต์ เช่น สินค้าจำพวกการ์ด หรือสมุดภาพถ่าย
เท่านี้พอหรือยัง ยังไม่พอหรอกครับ เพราะเทคโนโลยียังจะมาเรื่อยๆ และหากคุณตามไม่ทัน คุณจะติดอยู่กับที่ และตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าเทคโนโลยีที่เดี๋ยวนี้มาเร็วเหลือเกินครับ







