
Mega Technology เทรนด์ใหม่ปี2554
เทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่มนุษย์ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยการใฝ่รู้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด....
เทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่มนุษย์ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยการใฝ่รู้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด....
โดย...ผศ.สุพล พรหมมาพันธุ์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
เทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่มนุษย์ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยการใฝ่รู้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าตกยุคหรือล้าสมัยได้
เมกะเทคโนโลยี (Mega Technology) เป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงสุดในปี 2554 โดยแนวโน้มใหม่ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนี้จนถึงอนาคต ซึ่งทุกองค์กรต่างตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา กะทัดรัด สวยงาม (Smart) พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก คลาวด์ (Cloud) แนวคิดด้านบริการโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอที ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกัน โดยคอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกันนั้น อาจตั้งอยู่ในห้องเดียวกัน หรือห่างไกลกันคนละซีกโลกก็ได้ มีข้อดีคือ ลดความซับซ้อน ยุ่งยาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย สังคม (Social) สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ เปิดเผย (Open) คือการเปิดเผยรหัสเขียนโปรแกรมสามารถดาวน์โหลดฟรี และนำไปพัฒนาต่อยอดได้ และไฮบริดจ์ (Hybrid) ได้แก่ การผสมผสานหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน
ซัมซุง เอสดีเอส หน่วยงานบริการให้คำปรึกษาและส่งเสริมสนับสนุนด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของซัมซุง เชื่อว่าองค์ประกอบดังกล่าวนี้จะมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้นี้ โอกาสที่อุปกรณ์ของโทรศัพท์มือถือจะขยายการเชื่อมต่อจากโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปยังโทรทัศน์ ตู้เย็น รถยนต์ ก็มีเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งรายงานนี้ได้ถูกนำออกตีพิมพ์เผยแพร่ว่าด้วยเรื่อง “IT Mega Trends 2011” การวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ พวกเขาได้คาดหวังที่จะสามารถพัฒนาการสื่อสารระหว่างโทรศัพท์และโทรศัพท์ (M2M Communication) ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะพัฒนารูปแบบอุปกรณ์มือถือทั้งหลายให้สามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างอัตโนมัติ
หัวใจสำคัญในการเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร คือ วิวัฒนาการระบบเปิด (Open Revolution) ที่ในยุคนี้ประชาชนสามารถรับสารสนเทศได้อย่างอิสระ และไม่มีห้องใดสำหรับคำว่า ปิด (Closed) ซัมซุงเอสดีเอส เปิดเผยต่ออีกว่า Open Revolution จะทำการรวบรวมแนวความคิดเห็นของประชาชนต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งย่อมจะดีมากกว่าความคิดเห็นที่มีจำนวนน้อย และมันจะช่วยก่อให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ อันจะเป็นผลดีแก่สังคมต่อไป
สำหรับ Mega Technology 2011 ซัมซุงเอสดีเอส ทำนายว่าจะต้องเกิดมีขึ้นอย่างแน่นอน คือ (1) Social Business คือ นวัตกรรมใหม่ในทางธุรกิจ ที่มีจุดเริ่มต้น|จากเจตนาในการแก้ไขปัญหาสังคม พัฒนาสังคมด้วยหัวใจ รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และมีวีธีการหาเงินจากการรับบริจาค |(2) Immersive Interface คือ การใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยประสานงานระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโปรแกรม ข้อมูลและสื่อดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว (3) Hybrid Web เป็นเว็บชุดสมบูรณ์ที่รวมเอาการประยุกต์ใช้งานหลายอย่างรวมไว้ด้วยกัน และใช้บริการในการพัฒนาเว็บไซต์
(4) Connected Devices อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ ได้ เช่น แท็บเล็ต อีรีดเดอร์ และสมาร์ตโฟน ผู้ใช้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนสามารถจะเปิดดูวิดีโอ หรือสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันต่างๆ ได้ (5) Cloud เป็นแนวคิดแบบก้อนเมฆที่นำมาช่วยบริหารจัดการบนสมาร์ตโฟน (6) Continuous Intelligence เป็นแนวคิดของงานวิจัยที่การ์ดเนอร์กำลังทำงานวิจัยอยู่ คือทำอย่างไรที่บริษัทจะประสบความสำเร็จด้วยการนำเอาระบบไอทีที่มีขนาดเล็กมาประยุกต์ใช้กับงานธุรกิจได้ (7) Open Collaboration เป็นชุดของซอฟต์แวร์สมบูรณ์ในการที่จะนำเอาคนหลายคนมาทำงานร่วมกันให้ประสบความสำเร็จตามเงื่อนไขขององค์กร |(8) Service-Driven Network เป็นแนวคิดในการให้บริการของบริษัทธุรกิจโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาสนับสนุน
แนวโน้ม Mega Technology ใหม่เหล่านี้ เราได้พบเห็นกันบ้างแล้ว อย่างในกรณีของ Social Business ที่มหาวิทยาลัย และองค์กรธุรกิจทั้งหลาย ออกมารณรงค์ดำเนินการกันอย่างจริงจัง ซึ่งก็คือการคืนกำไรให้กับสังคมนั่นเอง และเราจะเห็นมากขึ้นในปี 2554 และในอนาคต







