posttoday
แนวโน้มใหญ่ปีกระต่าย เทคโนโลยีตัวเปลี่ยนแปลงหลัก

แนวโน้มใหญ่ปีกระต่าย เทคโนโลยีตัวเปลี่ยนแปลงหลัก

31 ธันวาคม 2553

สำรวจแนวโน้มธุรกิจปีกระต่ายท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการพลิกโฉมธุรกิจในปี2554นี้

สำรวจแนวโน้มธุรกิจปีกระต่ายท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการพลิกโฉมธุรกิจในปี2554นี้

โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด

3จี ในมือ กสทช. ความหวังที่เลือนราง

ความหวังที่ใกล้เป็นจริงของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมในปีเถาะ คือการเกิดขึ้นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้ง 11 คน ที่จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180 วัน หลัง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2553

แนวโน้มใหญ่ปีกระต่าย เทคโนโลยีตัวเปลี่ยนแปลงหลัก

และหากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด เดือน มิ.ย.นี้ ก็จะได้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่ กสทช. เป็นครั้งแรก

ภารกิจสำคัญที่ กสทช. จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ คือการเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในฝั่งของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และการเข้ามาจัดระเบียบวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวี หลังจากที่ผ่านมาเกิดภาวะสุญญากาศมานาน และจะเป็น แรงผลักสำคัญที่ทำให้ทั้งสองอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้จริงๆ เสียที

อย่างไรก็ตาม แม้ กสทช. จะเป็นความหวัง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้น เพราะเห็นได้ชัดเจนจากการเกิดของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่ใช้เวลานานกว่าครึ่งทศวรรษกว่าจะตั้งขึ้นมาได้ ขณะที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ยังไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเสียด้วยซ้ำ

และใช่ว่าเมื่อ กสทช.เกิดขึ้นแล้ว จะสามารถให้ไลเซนส์ 3จี ได้แบบลื่นไหลไม่มี สะดุด ด้วยว่าการรวมตัวกันของผู้ที่ทำหน้า กสทช. นั้นย่อมมาจากความเชี่ยวชาญที่แตกต่าง และคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถเข้าใจในธรรมชาติของกิจการโทรคมนาคมได้หมดทุกคน ดังนั้น จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าไลเซนส์ 3จี จะเกิดได้เมื่อไร

เอกชนที่เกี่ยวข้องจึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้จะมีกฎหมาย กสทช. แล้ว แต่หนทางข้างหน้าก็ยังไม่สดใส เพราะเชื่อว่าหลังจากจะมีการฟ้องร้องมากมาย และทุกอย่างจะไปจบที่กระบวนการศาล ยิ่ง กสทช. มีจำนวน 11 คน และต้องพิจารณาในประเด็นทั้งโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ การทำงานจะวุ่นวายกว่าเดิมที่เป็น กทช.อย่างเดียว

ดังนั้น จึงมีการเสนอว่า กสทช. ควรมี กทช. เดิมเข้าไปทำงานด้วยเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าเริ่มใหม่หมด เพราะนอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ยังมีเรื่องของสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดลงในอีก 3 ปี แต่ยังไม่มีการหาทางออกไว้รองรับ ซึ่งความจริงควรจะสรุปให้ได้ก่อนหมดอายุ 1 ปี เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจ แต่จนตอนนี้หลังสัมปทานหมดจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่มีใครรู้

ถึงขณะนี้ พ.ร.บ.กสทช. จะมีผลในทางกฎหมายแล้วตามที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายไม่มั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว กสทช. จะเกิดขึ้นจริงใน 180 วัน พอๆ กับการที่เห็นว่า กสทช.จะมีหรือไม่นั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่ต่างจากเดิม

สื่อใหม่ท้าชิงสื่อดั้งเดิมสู่ยุคทีวีล้านช่อง

การขยายตัวของเคเบิลและทีวีดาวเทียมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงเทคโนโลยีการรับชมทั้งเคเบิลและจานดาวเทียม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชมรายการโทรทัศน์ของประชาชน ซึ่งในปี 2554 คาดว่าจะมีจำนวนบ้านที่รับสัญญาณจากจานดาวเทียม 10 ล้านครัวเรือน หรือ 50% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด

อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการและกรรมการอำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดคาสติ้ง กล่าวว่า ทิศทางของธุรกิจทีวีดาวเทียมในปี 2554 ยังคงแข่งขันสูงมาก แต่จำนวนช่องไม่น่าจะขยายเพิ่มได้มากกว่านี้ ปัจจุบันมีช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย80-100 ช่อง แต่จะผู้ผลิตรายการจะขยายในช่องทางอื่นๆ อาทิ เป็นอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ

“ทิศทางของธุรกิจสื่อจากนี้ไป จะไม่ใช่แค่ทีวี 1,000 ช่อง แต่เป็นทีวี 1 ล้านช่อง ที่คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ฉะนั้นผู้ประกอบการในประเทศไทยต้องปรับตัว พัฒนาเนื้อหาให้แข็งแรงซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้อยู่ได้” อดิศักดิ์ กล่าว

ในส่วนของผู้ประกอบการช่องรายการโทรทัศน์ผ่านระบบเคเบิลและทีวีดาวเทียม นอกจากจะพัฒนาเนื้อหารายการแล้ว ยังจับมือกับเจ้าของเครือข่ายพัฒนาระบบตรวจวัดความนิยม (เรตติ้ง) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้โฆษณาอีกทางหนึ่ง ทั้งเครือข่ายของทรูวิชั่นส์ เคเบิลท้องถิ่น ระบบดาวเทียมพีเอสไอ และจานเหลืองดีทีวี ทำให้แนวโน้มการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อเคเบิลและทีวีดาวเทียมสูงขึ้นในปีหน้า

ขณะที่งบโฆษณาผ่านสื่อทีวีดาวเทียมในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 800-1,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดขยับเป็น 1,800-2,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสื่อดิจิตอลที่คาดว่าจะมีส่วนแบ่ง 1-2% จากตลาดรวมอุตสาหกรรมโฆษณามูลค่า 1 แสนล้านบาท

ปัจจุบันจากการเก็บตัวเลขของเอซีนีลเส็น จะเห็นการพฤติกรรมของผู้ชมรายการโทรทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนใหญ่ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ยังดึงผู้ชมไว้ได้ แต่ช่วงก่อนและหลังจากนั้นผู้ชมจะหันไปชมรายการจากเคเบิลและทีวีดาวเทียมมากกว่า และยิ่งการเข้าถึงสมาร์ตโฟนที่มากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านช่องทางใหม่ๆ มีมากขึ้น เป็นโจทย์ให้ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสื่อใหม่เหล่านี้ในอนาคต

ออนไลน์มาร์เก็ตติงบูม!!

ในปี 2554 ที่กำลังเดินทางมาถึงในไม่กี่อึดใจนี้ นักการตลาดและเจ้าของสินค้าหลายรายได้ซึมซับและรู้ซึ้งถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ หรือ “โซเชียล เน็ตเวิร์ก” อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่มาแรงแซงโค้งสื่ออื่นๆ ในรอบปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันพบว่ามีประชากรอินเทอร์เน็ตในไทยมาก กว่า 20 ล้านคน และมีผู้ลงทะเบียนใช้เฟซบุ๊กราว 7 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลให้เจ้าของสินค้าหลายรายหันไปมุ่งให้ความสำคัญกับการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ (Online Marketing) มากขึ้น พร้อมโยกงบไปใช้ผ่านสื่อออนไลน์ตามไปด้วย

ประเดิมรายแรก บริษัท โซนี่ ไทย ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีแบรนด์โซนี่ เตรียมลงทุนเพิ่มในระบบไอทีเพื่อมุ่งกิจกรรมการตลาดผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์กมากขึ้น หรือแม้แต่ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ในไทย ทั้งกลุ่มเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ที่เพิ่มงบประมาณด้านไอทีเปิดบริการธุรกิจใหม่ค้าปลีกออนไลน์ เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาฝังตัวอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น

เชื่อได้เลยว่าปีหน้าออนไลน์มาร์เก็ตติงจะแทรกซึมเข้าไปในทุกภาคธุรกิจแน่นอน

อุตฯ ไอที 2554 โอกาสยังรุ่ง

ภาพรวมของอุตสาหกรรมไอทีในปีนี้ แม้จะมีสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยลบ ทั้งการเมืองและปัญหาน้ำท่วม แต่ยังเติบโตได้ประมาณ 15% เพราะได้ปัจจัยบวกทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาด ประกอบกับสินค้าไอทีใหม่ๆ ที่เปิดตัวในปีนี้พอดี ขณะที่ในปี 2554 หลายฝ่ายก็มองว่ายังเป็นปีที่ดีที่มีโอกาสเติบโตอีกมากเช่นกัน

นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า อุตสาหกรรมไอทีไทยมีโอกาสเติบโตมากที่สุดในภูมิภาคนี้ถ้าไม่มีปัญหาภายใน แต่ถึงจะมีอุปสรรคก็ยังเชื่อว่าการเติบโตจะไม่ต่ำกว่า 20% โดยในปีหน้าการแข่งขันในตลาดสมาร์ตโฟน โน้ตบุ๊ก และแท็บเล็ตจะเป็นตัวกระตุ้นตลาดผู้บริโภค ขณะที่การลงทุนขององค์กรต่างๆ จะมาจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและการหันไปใช้บริการของคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น

“ปีหน้าคาดว่าจะมีคอมพิวเตอร์ 3.7 ล้านเครื่อง ซึ่ง 65-70% เป็นโน้ตบุ๊ก เสียดายที่ไทยยังไม่มี 3จี เพราะถ้ามี 3จี จะช่วยให้สินค้าไอทีเติบโตขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์จะเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ล้านเครื่องใน 3 ปี ไม่นับซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันที่จะพัฒนาจนเป็นอุตสาห กรรมคอนเทนต์” นายเอกรัศมิ์ กล่าว

นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีหน้าเป็นปีที่ดีของไอทีแน่นอน อย่างน้อยจะเห็นการเติบโตมากกว่าจีดีพี 2 เท่า ปัจจัยคือ ไอทีกลายเป็นสินค้าแฟชั่นมากขึ้น การใช้งานง่าย เช่น แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน ยิ่งสัดส่วนยังน้อยเพียง 10% ของตลาดรวมก็แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมากเช่นกัน

ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาด แต่ยังต้องรอดูหลังการเลือกตั้ง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง และรัฐบาลมีแนวทางการสนับสนุนที่ชัดเจนก็จะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งประเทศมากขึ้น

ปัจจัยด้านลบรุมซื้อบ้านยากขึ้น

แนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 คงจะไม่หวือหวาเหมือนปี 2553 ที่ได้แรงสนับสนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษีทำให้มีการซื้อ-ขาย และโอนบ้าน รวมถึงการลงทุนโครงการใหม่กันอย่างคึกคัก

ปี 2554 ตลาดบ้านจะลดความหวือหวาลง โดยประเมินว่าหากสามารถทำได้เท่าปีนี้ หรือทรงตัวก็ถือว่ารับได้แล้ว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีมาตรการคุมสินเชื่อไม่เกิน 90% ออกมาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 เป็นต้นไป และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ไปลงทุนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น

โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ที่จะมาเป็นตัวแทรกระหว่างคอนโดมิเนียมกับบ้านเดี่ยวจะกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจเมื่อรถไฟฟ้าที่ขยายออกไปสู่นอกเมืองเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ส่วนบ้านเดี่ยวแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไป

ในฝั่งของผู้บริโภคปัจจัยของต้นทุนการก่อสร้างบ้านที่เพิ่มขึ้น และดอกเบี้ย|ที่มีแนวโน้มขยับ ประกอบกับเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาคุมคอนโดมิเนียมในปี 2554 โดยให้ธนาคารปล่อยกู้แค่ 90% ราคาซื้อขายจะทำให้ ผู้บริโภคซื้อบ้านได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งเงินที่จะใช้ดาวน์บ้านจะต้องเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาบ้านและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้อำนาจการซื้อลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ สินค้าที่จะออกสู่ตลาดในระดับราคากลาง-ล่างจะลดน้อยลง เพราะผู้ประกอบการเห็นว่า เริ่มทำตลาดได้ยากขึ้นจากปัจจัยลบและอุปสรรคการลงทุนด้านต่างๆ แม้แต่การเคหะแห่งชาติเองก็เริ่มปรับแนวทางมาพัฒนาบ้านในระดับกลางบนมากขึ้น คงมีเฉพาะบ้านเอื้ออาทรที่ในสต๊อกเท่านั้นที่จะเป็นบ้านและคอนโดมิเนียมถูกๆ ระดับ 3-4 แสนบาท ล็อตสุดท้าย

ทำให้โอกาสที่จะซื้อบ้านต่ำกว่าล้านบาทของคนไทยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน