
เล็งต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุน
พพ.เล็งขอบีโอไอต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลทุนพลังงานทดแทนไปอีก 1 ปีหลังสิ้นสุดปี2552 หวังดันให้เป็นปีทองแห่งการลงทุนพลังงานทดแทน
พพ.เล็งขอบีโอไอต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลทุนพลังงานทดแทนไปอีก 1 ปีหลังสิ้นสุดปี2552 หวังดันให้เป็นปีทองแห่งการลงทุนพลังงานทดแทน
นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พพ.อยู่ระหว่างประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อขอขยายระยะเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่สิ้นสุดมาตาการเมื่อเดือนธ.ค. 2552 เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนทดแทนตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2554 เนื่องจากในปีที่ผ่านมาผลจากมาตรการบีโอไอทำให้มียอดขอลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนมากถึง 402 โครงการ มีมูลค่าลงทุน 2.29 แสนล้านบาท เทียบกับปี 2551 มีโครงการลงทุน 62 ราย มูลค่าลงทุน 1.99 หมื่นล้านบาท เท่านั้น
ทั้งนี้ผลจากกมาตรการบีโอไอทำให้มีเอกชนสนใจยื่นส่งเสริมการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเดือนธ.ค. 2552 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของมาตรการ มีโครงการที่ยื่นขอบีโอไอ จำนวน296 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.81 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ของมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายด้าน เช่นการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 0% เป็นระยะเวลา 8 ปี และหลังจากนั้นอีก 5 ปี หรือตั้งแต่ปีที่ 9-13 จะลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 50%
“ภาพรวมของการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับดีมาก และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เชื่อในปี2553-2554 น่าจะเป็นปีทองที่จะเกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะหากบีโอไอต่ออายุมาตรการออกไปอีก โดยเฉพาะโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าจาก พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ ตลอดจนโรงงานเอทานอลและไบโอดีเซล”นายไกรฤทธิ์ กล่าว
นายไกรฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในปี 2552 มีอัตราเพิ่มขึ้นในทุกประเภทเช่นยอดการใช้เอทานอลอยู่ที่ 1.2 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 29% ยอดการใช้ไบโอดีเซลรวมอยู่ที่ 1.6 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 45% ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี)อยู่ที่ 3,900 ตัน/วัน เพิ่มขึ้น 99% และจำนวนรถที่ติดตั้งเอ็นจีวีก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 1.62 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตามในปี2553 พพ.จะเน้นส่งเสริมวิจัยแหล่งพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น โดยจะจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานทดแทนประเภทต่างๆเช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวลและพลังงานชีวภาพ ซึ่งแผนที่ดังกล่าวจะระบุได้ว่าพื้นที่ใดบ้างที่มีศักยภาพสูงและเอื้อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน โดยคาดว่าจะสามารถจัดทำแผนที่ดังกล่าวเสร็จภายในเดือนพ.ค นี้และนำมาเผยแพร่ใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้







