
จ่อเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ตีกรอบเฉพาะพื้นที่บนบก
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจ่อเปิดสัมปทานปิโตรเลียมปลายปี54ตีกรอบเลือกพื้นที่บนบกน่าสนใจ 5-10 แห่ง
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจ่อเปิดสัมปทานปิโตรเลียมปลายปี54ตีกรอบเลือกพื้นที่บนบกน่าสนใจ 5-10 แห่ง
นายทรงภพ พลจันทร์ รักษาการอธิบดีกรมเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2554 ซึ่งในระหว่างนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ และจะเป็นปีแรกที่เลือกแปลงสัมปทานที่น่าสนใจเพียง 5-10 แห่ง มาเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นสำรวจ จากเดิมที่มีแปลงสัมปทานเกี่แห่งก็เปิดให้ยื่นทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้ประกอบการ
ปัจจุบันการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้มากขึ้น เพราะประชาชนรอบพื้นที่กลัวจะเกิดปัญหาการรั่วไหลของน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในทะเล ดังนั้นสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่จะต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงจาการต่อต้านของชุมชน เพื่อไม่ให้โครงการขุดเจาะเกิดความล่าช้าและเสียโอกาสในการหาแหล่งพลังงานให้กับประเทศ
"การเปิดสัมปทานรอบใหม่หรือรอบที่ 21 ในปีหน้าคงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลด้วยว่าจะเริ่มได้ช่วงไหน ซึ่งกรมฯได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะการปรับกระบวนการเปิดสัมปทานที่จะคัดเลือกแปลงสัมปทานที่น่าสนใจมาเปิดให้เอกชนยื่นเข้ามา ซึ่งจะเริ่มที่พื้นที่บนบกก่อนส่วนอ่าวไทยขอสำรวจแปลงสัมปทานที่เหมาะสมก่อน"นายทรงภพ กล่าว
อย่างไรก็ตามไทยยังจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานไว้ใช้ในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณสำรองก๊าซฯที่มีอยู่ 24 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต) สามารถใช้ได้อีก 24 ปี เพราะฉะนั้นจะต้องรักษากำลังการผลิตของแหล่งพลังงานให้ได้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน
นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) กล่าวว่า สผ.ได้ร่วมกับสถาบันปิ โตรเลียม แห่งประเทศไทย จัดทำคู่มือ สำหรับการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเล เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดทำอีไอเอให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจากการทำอีไอเอในช่วงที่ผ่านมาบริษัทที่ปรึกษามีความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอทำให้รายงานขาดความสมบูรณ์ต้องแก้ไขหลายครั้งและส่งผลกระทบต่อโครงการต้องล่าช้าออกไป
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะจัดทำคู่มือไว้ใช้กับโครงการลงทุนนิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และอาคารที่อยู่อาศัย
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต กล่าวว่าการจัดทำคู่มือดังกล่าวมีประโยชน์กับเอกชน เพราะช่วยปรับปรุงการจัดทำอีไอไอ รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลทางวิชาการ
สำหรับแผนการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมของเชฟรอน นั้น ในปีนี้สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติส่งให้ บริษัท ปตท. ได้มากกว่ากว่าสัญญาซื้อขายก๊าซฯที่ได้ตกลงกว่า 10% หรือจากสัญญาจัดส่งก๊าซฯจำนวน 1,240 ล้านลบ.ฟุต/วัน โดยขณะนี้ผลิตและส่งก๊าซฯ ได้เกือบ 1,500 ล้านลบ.ฟุต/วัน เนื่องจากความต้องการใช้ในประเทศขยายตัว 12% โดยเฉพาะในภาคไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตมาก โดยเฉลี่ยในปีนี้คาดว่าปริมาณการใช้จะอยู่ประมาณ 4,500 ล้านลบ.ฟุต/วัน







