posttoday
บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดขายกองทุนจีน

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดขายกองทุนจีน

16 มีนาคม 2564

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดขายกองทุนจีน “SCBCHIN” IPO 16 – 22 มี.ค. นี้

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นจีนว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวจากหลายปัจจัยหนุน ถึงแม้ว่าจีนจะลดมาตรการการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจีนมองเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง และยังเป็นการปรับสมดุลของเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว บริษัทฯ จึงได้เปิดเสนอขาย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Active All China Equity (SCB Active All China Equity Fund : SCBCHIN) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระจายการลงทุนในจีน โดยเริ่มเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 16 – 22 มีนาคม 2564 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท

กองทุน SCBCHIN เป็นกองทุนบริหารเชิงรุก ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ UBS (Lux) Equity SICAV - All China (USD), (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) I-A1-acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารโดย UBS Fund Management (Luxembourg) S.A. จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก และอยู่ภายใต้ UCITS ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจที่น่าสนใจที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในประเทศจีน (onshore) เช่น Traditional Chinese medicine, Home Appliances และ Domestic liquor และกลุ่มอุตสาหกรรมนอกประเทศจีน (offshore) เช่น Gaming & Media, Education Services และ E-Commerce เป็นต้น โดยวิธีการคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน (Bottom-up) เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่เป็น Best Idea ทั้งยังเน้นพอร์ตการลงทุนที่มีความเชื่อมั่นสูง (high-conviction) ประมาณ 20 - 50 ตัว ไม่ยึดติดน้ำหนักการลงทุนกับดัชนีอ้างอิง กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการลงทุน

นอกจากนี้ กองทุนยังหาโอกาสการลงทุนจากการค้นคว้าพื้นฐาน โดยการเน้นลงทุนอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างที่เติบโตและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการบริการของจีน (Strategic Industries) ทั้งยังให้ความสำคัญต่อการศึกษาบริษัทในเชิงลึก ด้วยการประเมินคุณภาพหลัก 3 ด้านคือ โครงสร้างอุตสาหกรรม ความสามารถทำกำไร และการกำกับดูแลและการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม (Fundamental Research/ Quality Checklist) พร้อมทั้งมุ่งสร้างผลการดำเนินงานสูงสุดจากการลงทุนผ่านกระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์ (Portfolio Construction) รวมถึงการคัดเลือกผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตของผลกำไรที่ดีกว่าตลาดและมีมูลค่าเหมาะสม (Industry Leaders) โดยมีคุณสมบัติ อาทิเช่น มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีแบบจำลองธุรกิจที่เป็นไปได้ มีการดำเนินการที่แข็งแกร่ง นำเป็นสู่โอกาสในการสร้างเม็ดเงินในระดับที่น่าสนใจ

สำหรับกองทุนหลัก บริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนชั้นนำจากประเทศจีนและทีมหุ้นเอเชียที่มีประสบการณ์อย่างยาวนาน และได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จ ด้วยปรัชญาการลทุนที่เน้นลงทุนในผู้นำในอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจที่น่าดึงดูด มีผลการดำเนินงานของผู้นำในอุตสาหกรรมที่ดีกว่าดัชนีชี้วัดและตลาด และมี track-record ในการบริหารหลักทรัพย์ในประเทศและนอกประเทศจีนย้อนหลัง 20 ปี สำหรับ UBS Asset Management นับว่าเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างชาติอันดับ 1 ในประเทศจีน ทั้งนี้ กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 91.41% เทียบกับดัชนีอ้างอิง MSCI China All-Share อยู่ที่ 79.01% (ที่มา: Fund Factsheet จาก UBS Asset Management ณ วันที่ 31 มกราคม 2564)

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดขายกองทุนจีน

“ประเทศจีนนับว่าเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจและมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อมั่นว่ายังมีแนวโน้มโตต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งเห็นได้ชัดจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น การเติบโตของตลาดค้าปลีกออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2019 มียอดขายเพิ่มขึ้น 16.5% มูลค่ากว่า 1.517 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเรื่องของการขอจดสิทธิบัตรมากเป็นอันดับ 1 ของโลก จำนวน 1.4 ล้านรายการ และเพิ่มการติดตั้งหุ่นยนต์กว่า 25% ต่อปีเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ภายในปี 2030 ยังคาดว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นอีก 142 ล้านคน ทำให้ความต้องการในภาคบริการเพิ่มขึ้น ประกอบกับจะมีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี มากถึง 343.8 ล้านคน ส่งผลให้อุตสาหกรรมการแพทย์เติบโต 9.3% p.a. CAGR ระหว่างปี 2017 – 2030 ถึงแม้ว่า ในปัจจุบันภาครัฐของจีนจะลดการอัดฉีดสภาพคล่อง แต่ก็ไม่สร้างความกังวลให้กับตลาด เนื่องจากจีนกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอัดฉีดมากนัก” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย  จัดงาน “GLOBAL TELECOM AIoT SUMMIT 2026” 10 มิ.ย. นี้

สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย จัดงาน “GLOBAL TELECOM AIoT SUMMIT 2026” 10 มิ.ย. นี้