posttoday
เศรษฐกิจหลังโควิด ใครจะฟื้นตัวเร็วกว่ากัน

เศรษฐกิจหลังโควิด ใครจะฟื้นตัวเร็วกว่ากัน

22 กุมภาพันธ์ 2564

ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ. กรุงไทย

หลังจากที่ปีก่อน เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิดจนทำให้เศรษฐกิจติดลบกันไปเกือบถ้วนหน้า ในปีนี้น่าจะเป็นน่าจะพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ คำถามคงจะไม่ใช่ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นบวกหรือไม่ แต่น่าจะเป็นว่าเป็นบวกเท่าไหร่? และใครจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากัน? เรามองว่าประเด็นสำคัญที่จะกำหนดความเร็วของการฟื้นตัวน่าจะเป็นเรื่องการแจกจ่ายวัคซีนและมาตรการกระตุ้น เป็นสำคัญ

หลายคนคอยติดตามถึงประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อนำไปใช้จริง ว่าจะเป็นไปตามที่ทางผู้ผลิตได้ “โฆษณา” ไว้หรือไม่ ข่าวดีคือดูเหมือนว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะเป็นไปตามนั้นจริง ล่าสุด อิสราเอล ได้เปิดเผยว่าได้ตรวจสอบการติดเชื้อโควิด-19จากกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้ว เทียบกับกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนในจำนวนใกล้ๆ กัน พบว่าอัตราการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ไดรับวัคซีนแล้วนั้นน้อยลงไปถึง 94% ใกล้เคียงกับผลการทดสอบในห้องแลป อีกทั้ง หลังจากที่มีการแจกจ่ายวัคซีน (และการ Lockdown ในหลายประเทศ) จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ก็ลดลงมากทั่วโลก จากที่เคยเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ราวๆ 8 แสนคนต่อวันในช่วงต้น ม.ค. จนมาเหลือเพียงประมาณ 4 แสนคนต่อวันในปัจจุบันเท่านั้น ดูเหมือนจะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นี้แล้ว

ครั้นในเมื่อมีวัคซีนให้ใช้แล้ว แล้วจะได้ใช้เมื่อไหร่? ในเรื่องการแจกจ่ายวัคซีน จริงๆ ต้องถือว่าในช่วงนี้ยังเป็นช่วงแรกๆ เท่านั้น เพิ่งจะเริ่มจ่ยขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปริมาณผลิตวัคซีนที่ออกสู่ตลาดก็ยังไม่ได้เต็มกำลังการผลิต แต่หลายประเทศก็สามารถดำเนินการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชากรได้เป็นที่น่าประทับใจ เช่น อิสราเอล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งสามารถฉีดวัคซีนให้ได้รวม 75%, 50%, 25% และ 18% ของประชากร ตามลำดับ (นับทั้งที่ฉีดเข็มเดียวและ 2 เข็ม) ทั้งนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนประชากรที่ติดเชื้อกับการแจกจ่ายวัคซีนในช่วงแรกนี้อย่างชัดเจน สะท้อนภาพว่าประเทศที่มีการระบาดหนักมีความจำเป็นต้องไขว่คว้าหาวัคซีนมาให้ได้นั่นเอง

สำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะล่าช้าในเรื่องวัคซีนนี้ไปได้ เพราะเศรษฐกิจประเทศไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาคการท่องเที่ยวที่หยุดชะงักไป การเร่งหาวัคซีนโดยเร็วเท่าใดก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจเร็วดีขึ้นเท่านั้น แต่คำถามคาใจที่ยังไม่ชัดเจนสำหรับเรา คือ ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอ (ดูเหมือนเราจะช้ากว่าคนอื่น) ถ้าหากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้วต้องการจะเดินทางเข้าประเทศ เราจะเปิดให้เขาเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้หรือไม่? แน่นอนการเข้ามาก็มีความเสี่ยง เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนไม่ได้ 100% แต่ประโยชน์ต่อรายได้ของประเทศมีก็มีชัดเจนเหมือนกัน เชื่อว่าหากธุรกิจได้รับความชัดเจนในด้านนี้ การวางแผนธุรกิจก็คงจะง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เรายังมีอีกสองคำถามให้ชวนคิดต่อ และอาจอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราด้วย คำถามแรกคือ การตัดสินใจของตัวนักท่องเที่ยวเอง หากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยากเที่ยวต่างประเทศ เขาจะเลือกเดินทางไปประเทศใดมากกว่ากันระหว่างประเทศที่มีการแจกจ่ายวัคซีนไปมากแล้ว กับประเทศที่ยังไม่ได้รับการแจกจ่าย? ถ้าไม่ได้รักไม่ได้ชอบกันจริงๆ เขาก็อาจจะไม่อยากไปเที่ยวใน “พื้นที่เสี่ยง” นัก ความล่าช้าของการแจกจ่ายวัคซีนก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามายังประเทศเราด้วย และคำถามที่สองคือท่าทีของรัฐบาลประเทศ “ต้นทาง” ว่าเมื่ออุตส่าห์ “จ่าย” เงินซื้อวัคซีนไปแล้ว เขายังอยากที่ให้ประชาชนในประเทศตัวเองเอาเงินไป “ทิ้ง” ในต่างประเทศหรือไม่? เพราะเม็ดเงินที่ออกไปใช้จ่ายต่างประเทศก็เท่ากับเม็ดเงินที่หายไปจากในประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ที่แต่ละประเทศต้องการแรงผลักดันจากทุกภาคส่วนเช่นนี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมาให้ไทยกลับเป็นหลักกลับสามารถ “สั่ง” เปิด-ปิดประตูท่องเที่ยวได้ง่าย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ต้องระวังและหาทางเจรจาไว้เนิ่นๆ

สำหรับตัวแปรที่สำคัญต่อความเร็วของการฟื้นตัวอีกด้านคือ มาตรการกระตุ้น สำหรับด้านนโยบายการคลังนั้น ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่รัฐบาลประเทศต่างๆ มีการกระตุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าจากข้อมูล 192 ประเทศทั่วโลก มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่มีดุลการคลังเป็นบวกในปีก่อน ส่วนประเทศที่เหลืออาจมีการขาดดุลมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่มีค่ากลางการขาดดุลการคลังอยู่ที่ประมาณ 7.7% ของ GDP นับว่ามากโขเลยทีเดียว การขาดดุลดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์แย่ไปกว่าที่เห็น อย่างไรก็ตาม หากประเทศต่างๆ ไม่ดำเนินมาตรการการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาจเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “หน้าผาทางการคลัง” (Fiscal Cliff) กลายเป็นการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอลงกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตแทน เราคงไม่ได้อยากให้เกิดเช่นนั้น ดังนั้น ความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นจึงมีความจำเป็นสูงในปีนี้

หากมองไปยังสถานการณ์ต่างประเทศ ประเทศที่ได้รับการกล่าวขวัญเรื่องการคลังคือ สหรัฐฯ ที่ “ใจป้ำ” และ “ต้อนรับ” ประธานาธิบดีคนใหม่ด้วยการแจกเช็คของขวัญให้กับประชาชนถึง 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน (คิดเป็นประมาณ 42,000 บาทต่อคน) และอาจเพิ่มขึ้นไปกว่านี้อีกในกรณีที่มีบุตร แต่สำหรับประเทศไทยนั้น วงเงินกู้ 1ล้านล้านบาท ก็ถือว่าเป็นขนาดที่ไม่เล็ก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น การระบาดระลอง 2 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้ต้องมีการออกมาตรการการช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลเวียนในเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยการลงทุนซึ่งจะนำพามาซึ่งรายได้ในอนาคตที่จะต้องน้อยลงไป แต่เมื่อไฟไหม้บ้าน คงต้องคิดเรื่องการดับไฟ ก่อนที่จะไปว่าเรื่องทำบ้านอย่างไรให้สวย

ทั้งนี้ เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ยังเหลือที่ไม่ได้อนุมัติอีกประมาณ 2.5 แสนล้าน ซึ่งในระยะสั้นๆ นี้อาจจำเป็นต้องเก็บไว้เผื่อต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการระบาดระลอกใหม่อีก แต่หากเมื่อวัคซีนมาแล้วและเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะนำไปใช้ในมาตรการประเภท “Jump-start” เศรษฐกิจไทยได้ เพราะหลังจากที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยที่หยุดชะงักไปนาน อาจจะไม่สามารถกลับมาขับเคลื่อนใหม่ได้ง่ายนัก ภาครัฐก็อาจจำเป็นต้องเข้าไปช่วย “กระชาก” เครื่องยนต์เหล่านี้ให้กลับมาทำงานได้ใหม่ โดยอาจต้องเข้าไปช่วยดูแลทั้งในด้านหนี้สิน เช่น การทำ “โกดังเก็บหนี้” (Warehousing) ที่มีการพูดถึงในปัจจุบัน ก็จะช่วยบรรเทาภาระหนี้อันหนักอึ้งออกไป ทำให้ผู้ประกอบการ “ตัวเบา” ลง และขยับเขยื้อนได้คล่องตัวมากขึ้น รวมไปถึงเข้าไปดูแลในด้านทรัพย์สิน เช่น การที่โรงแรมที่ไม่ได้เปิดดำเนินการมาเป็นเวลานาน ทรัพย์สินต่างๆ เช่น ผ้าปูที่นอน หมอน มุ้ง หรือเครื่องปรับอากาศอาจจะเสื่อมสภาพไปเร็วและต้องการการลงทุนเพื่อทดแทน มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับรายจ่ายด้านนี้ก็อาจช่วยทำให้การกลับมาเปิดตัวใหม่นั้นง่ายขึ้น ถือเป็นการ “Renovate Thailand” ไปในตัว

ส่วนนโยบายการเงินในปีนี้คงถือว่าเป็น “ทัพหลัง” อย่างแท้จริง ดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบในบางประเทศ การเพิ่มสภาพคล่องเข้ามาในระบบผ่านมาตรการ QE ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในต่างประเทศ ส่วนสภาพคล่องในประเทศก็เพิ่มขึ้นจากที่มีการลดอุปทานพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยลง การดูแลเสถียรภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ และก็หวังว่าท่านกรรมการผู้ว่าการต่างๆ จะไม่มาออก “ใบแดง” ให้กับกองหลังอย่างเช่น QE ภายในเร็ววันนี้

จากภาพดังกล่าว หากจะสะท้อนมาที่มุมมองการลงทุน เราคิดว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สวยงามนักในปีนี้ อันเป็นผลพวกจากที่ “ทัพหลัง” กดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์เสี่ยงในประเทศน่าจะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่หากพิจารณาทั้งเรื่องวัคซีน นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน แล้ว เราเชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงในต่างประเทศน่าจะ “ออกตัว” ได้ดีกว่าในช่วงนี้ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย