
กลต.ชี้กองทุนรวมโต สะท้อนผู้ลงทุนเชื่อมั่น
โพสต์ทูเดย์
— ก.ล.ต.มององทุนรวมโตต่อเนื่อง สะท้อนความมั่นใจผู้ลงทุน รองรับเงินโยกเข้าในอนาคตนายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนรวมของไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 24% ต่อปี ใน 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความมั่นใจของผู้ลงทุน ว่ามีความมั่นใจกลไกของกองทุนรวม การตีราคาหน่วยลงทุน การไถ่ถอนหน่วยแล้วได้เงิน การซื้อหน่วยลงทุนแล้วได้สินค้า ซึ่งจะสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมต่อไป เพราะกองทุนรวมต้องรองรับการบังคับใช้การประกันเงินฝากที่จะเริ่มในเดือน ส.ค. 2554 รวมถึงกองทุนเงินออมผู้เกษียณอายุภาคบังคับที่จะมีขึ้น
80% ผู้ให้บริการ ป็นธฯคาพาณิชยฺขนาดใหญ่ ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุน เพราะสภาบันการเงินได้รบัควาเลื่อม
หรือเพราะมีบริการอื่นๆ อย่างครบวงจร เช่น ประกัน กองทุนรวม ให้ความสะดวกผู้ลงทุน จึงทำให้มีผู้มาใช้บริการธนาคารมากหรือไม่
ดังนั้นเมื่อธนาคารมี บลจ. ประกัน สถาบันการเงินก็สามารถเข้าถึงข้อมูลในบลจ.และบริษัทต่างๆได้มากหรือไม่ การนำเสนอกองทุนให้ลูกค้า
ผู้ประกอบการใช้กลไกนี้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ให้บริการเอง
ต้องดูต่อไปการเข้าถึวข้อมูลและการผลักดันการขายบริการ
ผู้ปรเกอบการแต่ละรายมี
กองทุนรวมของไทยความหลากหลายยังจำกัด จึคงต้องเปิดให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพิ่มรูปแบบการลงทุนมากขึ้น การแหลือ่มล่ำทางภาษีเมื่อฝากเงินเสียภาษี ลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ไม่เสีย
การใช้กลไกนี้ แรงกระตุ้นภาษีช่วยให้ตลาดทุนมีบทบาทสำคัญเป็นเครื่องมือในการออกมกับผู้บริโภค แต่ระยะยาวสความเหลื่อมล้ำภถาษึคงไม่อยู่ต่อไป
การเดินหน้าเปิดเสรียังเดินต่อไป หวังว่เปิดเสรีแล้วผู้ให้บริการมกาขึ้นผลประโยชน์จะตกกีบผู้บริโภคให้ได้รับบริการท่ดีสุด การเบี่บงเบนภาษีก็เป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกต่อไป การให้ความารู้ผู้ลืทุนยังให้ความสำคัญต่อไปและต่เดนื่องต้องใช้เวลนาน แปต่ปัจจุบั
การเสนอขายและเข้าถึงข้อมูลเป็นกลไกสำคัญ ปรับระบบให้ผู้ลงทุนแต่ละคนต้องกรกอแบบสอบถามก่อนซื้อกองทุนเพื่อรู้ความเสี่ยงวที่รับได้ เป็นสิ่งสำคัญ ให้กองทุนรสมโตต่อไปเป็นควท
การเติบโตของกองทุนส่วนใหญ่มาจากผู้ให้บริการในเครือของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคล้ายกับประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีรากฐานจากระบบธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ดังนั้นความคุ้นเคยของธนาคารพาณิชย์กับผู้ฝากเงินจึงหยั่งลึก
“
ทั้งการซื้อขายหน่วยผ่านอินเตอร์เน็ต การบริการรูปแบบอื่นและ ในแง่ของการเปิดเสรียังเดินหน้าต่อไปและก.ล.ตหวังว่าเมื่อเปิดเสรีแล้วมีผู้ให้บริการมากขึ้นผลประโยชน์จะตกกับผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่ดีสุด การเบี่ยงเบนภาษีที่ลงทุนในกองทุนก็เป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกมาพิจารณากันต่อไป แต่การให้ความรู้ผู้ลงทุนยังให้ความสำคัญต่อไปและต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลานานอย่างไรก็ตาม
“ในแง่ของโปรดักส์ของไทยและต่างประเทศมีทั้งคล้ายกันและต่างกัน เช่น การมีสินค้าคล้ายกองทุนอีทีเอฟที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนและได้สิทธิทางภาษี ส่วนความต่างกัน เช่น อัตราส่วนของธุรกิจกองทุนรวมภายใต้ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีสูงกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก การคิดค่าธรรมเนียมการจัดกองทุนของต่างประเทศสูงกว่าไทยมาก เป็นต้น”นายประเวช กล่าวอย่างไรก็ตามความเหมือนและความต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากมองย้อนหลังกลับไปกฎเกณฑ์ของประเทศแบบเปิดในต่างประเทศการจัดตั้งกองทุนรวมเพียงยื่นแบบไฟลิ่งและเปิดขายได้ ความหลากหลายนของสินค้าจึงมากและมีทางเลือกมากให้แก่ผู้ลงทุน แต่พอเกิดวิกฤตก็ได้รับผลกระทบมากควบคุมลำบาก เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์เคยมีปัญหาการขายซับไพร์มในช่วงที่ผ่านมา ต่างจากของไทยที่การพัฒนายังค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการจัดตั้งกองทุนในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนมาก
นอกจกน จากข้อมูลประชากรซึ่งมีอายุ 20 ปีขึ้นไป เมื่อมีงานและมีเงินออมเมื่อเทียบจำนวนบัญชีกองทุนรวมในระบบ พบว่าประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนกว่า 10% ถือว่าดี ประเทศในเอเชียอยู่ที่ 89% ส่วนประเทศไทยหลายปีก่อนอยู่ที่ 12% ซึ่งถือว่าอัตราการขยายตัวยังต่ำมาก ดังนั้นวิธีที่ทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงกองทุนรวมได้มากขึ้น ก.ล.ต.ก็เร่งกระบวนการให้ได้มากที่สุด เช่น เปิดให้ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต และเดือน ก.ค. 2554 จะเปิดสอบเจ้าหน้าที่การตลาดเฉพาะกองทุนรวม เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น







