
อำพลฟูดส์ส่งรอยไทยบุกนอก รุกตลาดไอศกรีมผลไม้ปีหน้า
โพสต์ทูเดย์
— อำพลฟูดส์ ส่ง รอยไทย ลุยตลาดโลก ตั้งเป้า 2 ปี ดันยอดขายส่งออกแตะ 50% พร้อมเล็งตลาดไอศกรีมผลไม้ปีหน้านายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกะทิชาวเกาะ เครื่องดื่มน้ำข้าวยาคู น้ำข้าวกล้องงอกวีฟิท น้ำแกงพร้อมปรุงรอยไทย เครื่องปรุงรสโซเดียมต่ำ กู๊ดไลฟ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปบริษัทจะส่งน้ำแกงพร้อมปรุงรอยไทยไปทำตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น เน้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ หลังประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลียแล้ว
การบุกตลาดส่งออกเพิ่ม จะส่งผลให้ในปีหน้าสัดส่วนยอดขายจากแบรนด์รอยไทยจะอยู่ที่ 15% จากปีนี้ที่มีสัดส่วนยอดขายเพียง 7
–8% พร้อมทั้งช่วยผลักดันยอดขายจากการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% จาก 30% ในปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 50% ในปี 2555“
ยอดส่งออกที่เติบโตเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจัง เช่น จีน ลาว พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย โดยอาศัยผลประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ทำให้บริษัทส่งสินค้าออกไปจำหน่ายโดยไม่ต้องเสียภาษี” นายเกรียงศักดิ์ กล่าวทั้งนี้ ในปีหน้าแม้ประเทศไทยยังมีปัญหามะพร้าวขาดตลาด บริษัทก็มั่นใจว่าจะผลักให้ยอดขายของบริษัททั้งในและต่างประเทศเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 2,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายจากการส่งออก 40% ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์รอยไทย กะทิชาวเกาะ และการรับจ้างผลิต ส่วนและยอดขายในประเทศ 60%
สำหรับยอดขายในประเทศนั้น ปัจจุบันมาจากแบรนด์กะทิชาวเกาะ 60% เครื่องดื่มประเภทธัญพืช 25% และแบรนด์รอยไทย 15% ซึ่งปรับเปลี่ยนจากปีนี้ที่สัดส่วนยอดขายจากแบรนด์กะทิชาวเกาะอยู่ที่ 70% เครื่องดื่มประเภทธัญพืช 20% แบรนด์รอยไทย 7
–8% และเครื่องปรุงโซเดียมต่ำ 2–3%นอกจากนี้ ในส่วนของเครื่องดื่มน้ำข้าวยาคู น้ำข้าวกล้องงอกวีฟิท ปีนี้บริษัทยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 50% ได้ และในปีหน้าก็มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดเครื่องดื่มประเภทธัญพืชที่ไม่รวมเครื่องดื่มประเภทน้ำนมถั่วเหลืองมีอัตราการเติบโตดีหรือเติบโตถึง 25% จากมูลค่า 400 ล้านบาท คาดว่าในปีหน้าตลาดนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% ต่อเนื่อง
ปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทไอศกรีมผลไม้ที่ผู้บริโภคซื้อและนำไปแช่เย็นรับประทานได้ทันที ซึ่งรายละเอียดจะเปิดเผยอีกครั้งในปีหน้า
ด้านกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้น บริษัทได้เตรียมที่ดิน 70 ไร่ เพื่อที่จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าที่เป็นแมสโปรดักส์ที่ต้องผลิตจำนวนมากไว้ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอดูสถานการณ์ปริมาณมะพร้าวในปีหน้าไว้ว่าจะขาดแคลนอีกหรือไม่
“
ปีหน้าถ้ามะพร้าวยังขาดแคลนอยู่ บริษัทก็จะต้องไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ด้วยการร่วมทุน เป็นต้น” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว






