
มหกรรมดอกเบี้ยผลิบาน
...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มทิ้งทวนปี 2553 ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในห้วงปลายสัปดาห์ก่อน บางธนาคารมีผลทันที บางธนาคารมีผลวันนี้ จี้ก้นตามธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งสุดท้ายของปี 0.25% เป็น 2% ทำให้ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่คาดกันว่าจะปรับขึ้นปีหน้า มีอันต้องผลิดอกเบ่งบานก่อนกำหนด
การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ส่งผลให้ธนาคารที่ต้องการสภาพคล่องระหว่างวันต้องขอกู้จาก ธปท.ในอัตราที่แพงขึ้น เมื่อต้นทุนการเงินธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น ก็ต้องหันหัวกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้า แต่อีกขาก็ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นธนาคารก็ถูกด่าขรม
4 ธ.ค. ที่ผ่านมา ลูกค้าเงินกู้ และเงินฝากไทยพาณิชย์จะได้เหรดดอกเบี้ยใหม่ ธนาคารได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) จาก 6% เป็น 6.12% ดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) จาก 6.25% เป็น 6.4% และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) จาก 6.5% เป็น 6.65% เฉลี่ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภทเอ็มโออาร์ และเอ็มอาร์อาร์ ปรับขึ้น 0.15% แต่เอ็มแอลอาร์ปรับขึ้น 0.12%
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน จะได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 11.25% เงินฝากประจำ 6 เดือน เฉลี่ย 1.251.45% เงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ย 1.41.65% เงินฝากประจำระยะยาว 24 เดือน เฉลี่ย 2.252.5% และเงินฝากประจำ 36 เดือน ปรับเป็น 2.65%
วันเดียวกันธนาคารกรุงไทยได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก โดยดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทปรับขึ้น 0.125% ส่งผลให้เอ็มแอลอาร์เพิ่มเป็น 6.125% เอ็มโออาร์เป็น 6.375% และเอ็มอาร์อาร์เป็น 6.725%
ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้นเฉลี่ย 0.150.45% แบ่งเป็น ฝากประจำ 3 เดือน ปรับขึ้น 0.15% เป็น 1.05% ฝากประจำ 6 เดือน ปรับขึ้น 0.3% เป็น 1.4
ฝากประจำ 12 เดือน ปรับขึ้น 0.45% เป็น 1.55% ฝากประจำ 24 เดือน ปรับขึ้น 0.45% เป็น 2.3% และฝากประจำ 36 เดือน ปรับขึ้น 0.45% เป็น 2.55%
ธนาคารกรุงเทพก็ปรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เพิ่มขึ้นสูงสุด 0.5% เงินฝากประจำ 7 วัน จาก 0.5% เป็น 1% เงินฝากประจำ 14 วัน จาก 0.625% เป็น 1% เงินฝากประจำ 30 วัน จาก 0.6250.75% เป็น 1%
เงินฝากประจำ 3 เดือน จาก 0.751% เป็น 11.25% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 0.8751.25% เป็น 11.5% เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 1.1251.5% เป็น 1.3751.625% เงินฝากประจำ 24 เดือน จาก 1.752.25% เป็น 22.5% และเงินฝากประจำ 36 เดือน จาก 22.25% เป็น 2.252.5%
ขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทปรับขึ้น 0.125% ส่งผลเอ็มแอลอาร์เป็น 6.125% เอ็มโออาร์ เป็น 6.375% และเอ็มอาร์อาร์ เป็น 6.625% มีผลวันนี้
ดังนั้น ภายในสัปดาห์นี้น่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา ของธนาคารพาณิชย์ที่เหลือ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย และธนชาต เพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก และหากธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ยอมรับว่า อาจต้องมีการปรับประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากการที่ ธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด และจากคำแถลงการณ์ของ ธปท. มีแนวโน้มว่าในปีหน้า ธปท.จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสูงกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเดิมว่าน่าจะมีการปรับขึ้นเพียงราว 0.5%
เช่นเดียวกับมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองมติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในรอบนี้ นับได้ว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าช่วงเวลาที่ตลาด และนักวิเคราะห์มองไว้เล็กน้อย แม้ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. 2553 ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงสะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ค่อนข้างทรงตัว
ถึงกระนั้นเงินเฟ้อได้ขยับเพิ่มขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า แต่ กนง.ยังคงระบุย้ำว่า วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของไทยยังคงอยู่ในช่วงของการปรับขึ้นสู่ภาวะปกติเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า และเพื่อสกัดความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยยืนที่ระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไป
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเงินกู้ และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ ถือว่ายังมีสภาพคล่องจำนวนหนึ่ง ธนาคารแทบทุกแห่งมีเงินฝากมากกว่าเงินกู้ หมายถึงธนาคารต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งสูงกว่ารายได้ที่จะเข้ามาจากดอกเบี้ยรับซึ่งมาจากการปล่อยกู้ ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์สูงเกือบครึ่งของเงินฝากทั้งหมด ก็จะมีต้นทุนจากดอกเบี้ยจ่ายลดลง เพราะธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพียง 0.5%
ในทางกลับกันหากธนาคารใดมีเงินฝากประจำสูงมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารขนาดเล็ก ก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง เพราะดอกเบี้ยเงินฝากประจำจะอยู่ที่ 1% ขึ้นไป แต่ปัจจุบันผู้ฝากส่วนใหญ่ไม่นิยมแช่แข็งเงินฝากเกิน 1 ปี ต่อให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ เนื่องจากขณะนี้ดอกเบี้ยเงินฝากไม่ใช่แหล่งพักเงินที่น่าจูงใจ สำหรับผู้ฝากที่ต้องใช้จ่ายเงินจากดอกเบี้ย
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยในปี 2554 หากอยู่ในช่วงขาขึ้นตามที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์ ก็จะมีองค์ประกอบหลายปัจจัยเข้ามาพิจารณาร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองในปีหน้า หากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเหตุการณ์จะสงบหรือไม่ รวมทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งจะส่งผลในทางจิตวิทยาต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ทำให้คนอาจระมัดระวังการก่อหนี้เพิ่ม
ทิศทางนี้เริ่มเด่นชัดขึ้นหากเป็นไปอย่างที่แหล่งข่าวธนาคารกรุงไทยแสดงความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าซึ่งจะโตต่ำกว่าปีนี้ โดยจะมีผลต่อการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคาร และอาจเป็นไปได้ที่ธนาคารจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้อีกแล้ว เพราะอาจส่งผลกระทบกับลูกค้าในปีหน้า แต่หากขึ้นดอกเบี้ยในระดับนี้ ยังไม่ถือเป็นการสร้างภาระให้ลูกค้ามากนัก ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ครั้งนี้ธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 รอบที่ผ่านมา เป็นรอบที่ธนาคารต่างปรับขึ้นเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ จึงถึงคราวที่ธนาคารต้องรักษาระดับต้นทุนทางการเงิน
กระนั้นในอีกทางหนึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากจะเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อเตรียมระดมเงินปล่อยกู้ในปีหน้า เพราะหากพิจารณาแผนการปล่อยสินเชื่อปีหน้าของแต่ละธนาคารแล้ว แต่ละแห่งยังคงเดินหน้าขยายสินเชื่อเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้การรักษาระดับต้นทุนดอกเบี้ยรับดอกเบี้ยจ่ายเป็นเรื่องท้าทาย หากจะขึ้นเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่จะให้ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้มากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อคุณภาพลูกหนี้ ในภาวะเศรษฐกิจดำผุดดำว่ายอยู่อย่างนี้
สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อลดช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ และเป็นการสะท้อนถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เมื่อ กนง.มีการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารก็พร้อมตอบสนองทันที นอกจากนี้ยังถือเป็นการเตรียมระดมเงินฝากเพื่อขยายสินเชื่อในปีหน้าด้วย
การแข่งขันสินเชื่ออาจนำมาซึ่งการแข่งขันดอกเบี้ยได้ในทางหนึ่ง หากภาวะการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นผู้ชี้นำตลาด
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส รายงานภาพรวมธนาคารไทยพาณิชย์ในปี 2554 ยังเป็นไปในเชิงรุกต่อเนื่องจาก ปีนี้ โดยธนาคารต้องการเติบโตในทุกกลุ่ม ธุรกิจ และได้ตั้งเป้าสินเชื่อสุทธิเติบโต 1012% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่คาดไว้ราว 56% โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีปีหน้าธนาคารตั้งเป้าหมายเติบโตถึง 20% ซึ่งจะส่งผลมาถึงการเติบโตของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวเนื่อง
ขณะเดียวกันธนาคารมีเป้าหมายเชิงรุกสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยต้องการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเช่าซื้อรถยนต์ขึ้นสู่อันดับ 1 ใน 23 ปีข้างหน้า
“
การกลับคืนสู่ตลาดของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของไทยพาณิชย์ในปีหน้า จะกระตุ้นให้การแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างรุนแรงมากอีกครั้ง” บล.เอเซีย พลัส ระบุขณะที่ธนาคารกรุงไทยก็ตั้งเป้าเดินหน้าขยายสินเชื่อปีหน้า 7% โดยมุ่งไปที่สินเชื่อภาครัฐ และเอกชนที่ประมูลโครงการรัฐได้ ซึ่งปีหน้าน่าจะเห็นการเบิกใช้เงินลงทุนโครงการไทยเข้มแข็งมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้น่าจะทำให้ฤดูกาลดอกเบี้ยเบ่งบานหวนกลับมาอีกครั้งในปี 2554 แต่เบี้ยจะค่อยๆ แง้มบาน จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเมือง







