
หอการค้าคาดจีดีพีปีหน้าโต4.2%
หอการค้าประเมินจีดีพีปีหน้าขยายตัว 4.2% ส่งออกโต 10.5% มีการบริโภคและการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนะระวังปัญหาการเมือง เศรษฐกิจโลก และภัยธรรมชาติ
หอการค้าประเมินจีดีพีปีหน้าขยายตัว 4.2% ส่งออกโต 10.5% มีการบริโภคและการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนะระวังปัญหาการเมือง เศรษฐกิจโลก และภัยธรรมชาติ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ประมาณการณ์เศรษฐกิจปี 2554 คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวได้ 4.2% โดยครึ่งปีแรกจีดีพีน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับ 3-4% ส่วนครึ่งปีหลังขยายตัว 4-5% ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกไปตลาดอาเซียนขยายตัว การท่องเที่ยวฟื้นตัว การเมืองมีเสถียรภาพ โดยเชื่อว่าการบริโภคภายในประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ส่วนการลงทุนจะเป็นพระเอกในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะภาคอุตสาหกรรมจะใช้กำลังการผลิตสูงถึง 70% ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ตามมา
ขณะที่ การส่งออกปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 10.5% โดยอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอยู่ระหว่าง 27-29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางประมาณ 15.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2% มีรายได้จาการท่องเที่ยว 6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยคาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 3-4% เงินเฟ้อขยายตัว 3.5-4%
"ระดับเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้นี้ ประเมินในกรณีที่รัฐบาลตัดมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนออกหมดแล้ว ทั้งเรื่องการตรึงราคาสินค้า และค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ซึ่งเห็นมารัฐบาลควรจะลดมาตรการออกให้หมดโดยเร็วที่สุด โดยปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกลตลาด เพราะตอนนี้ประชาชนเริ่มมีรายได้มากขึ้น และหากยังคงการตรึงราคาไว้ในขณะที่ราคาน้ำมันขาขึ้น รัฐบาลจะต้องเข้าไปชดเชยมาก และประชาชนไม่เกิดการปรับตัว"นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ หอการค้าได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยออกเป็น 4 กรณี ได้แก่ กรณี 1.เศรษฐกิจโลกเติบโตดี การเมืองไม่สะดุดจีดีพีจะขยายตัวได้ 4.5-5% ส่งออกขยายตัว 13-15% ซึ่งกรณีนี้มีความเป็นไปได้ที่ระดับ 25-30% กรณี 2.เศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัว แม้จะมีปัญหาจากสหรัฐ และยุโรป แต่ก็ดีขึ้นเป็นลำดับคนมีความมั่นใจในการเมือง แม้จะมีการยุบสภา แต่การบริโภคและการลงทุนไม่ได้ชะลอตัว ซึ่งจีดีพีจะขยายตัวได้ 4-4.5% ส่งออกโต 10% โดยกรณีนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ 50%
กรณี 3การเมืองมีปัญหาสูง ประชาชนขาดความเชื่อมั่น การท่องเที่ยว การบริโภคชะลอตัว มีการเลือกตั้งแต่การเมืองขาดเสถียรภาพ ซึ่งจีดีพีจะขยายตัว 3.5-4% การส่งออกขยายตัว 8% มีความเป็นไปได้ 20-25% และกรณีที่ 4 การเมืองวุ่นวายมาก นักท่องเที่ยวไม่เดินทางมา การบริโภคชะงัก จะส่งผลให้จีดีพีโต 3-3.5% มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 5-10%
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังอยู่ได้แก่ ปัญหาทางการเมือง ให้ความสำคัญอยู่ที่ 60% เนื่องจากในปีหน้ามีโอกาสเกิดการเลือกตั้งใหม่ อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางที่ดีและไม่ดีได้ ปัญหาเศรษฐกิจโลก ให้ความสำคัญ 30% เพราะเศรษฐกิจยุโรปยังคาดการณ์ไม่ได้ ว่าจะลุกลามไปได้มากน้อยแค่ไหน และปัญหาภัยธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ ให้ความสำคัญที่ 10%
นอกจานี้ ยังมีสถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 86 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เเต่ถ้าหากมีปัญหาภัยธรรมชาติ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปเเตะที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ ผู้ประกอบการจึงต้องดูเเลต้นทุนให้ดี ตลอดจนปัญหาอัตราเเลกเปลี่ยนที่จะยังมีความผันผวนอยู่ ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมืออัตราเเลกเปลี่ยนที่ระดับ 27-29 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่มีเเนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง







