posttoday
ร้องเรียนทนายทำให้ได้เงิน

ร้องเรียนทนายทำให้ได้เงิน

02 ธันวาคม 2553

....เดชา  กิตติวิทยานันท์

ร้องเรียนทนายประมาทเลินเล่อ ทำให้ได้เงินไม่เต็มตามฟ้อง

ลูกจ้างจ้างทนายความฟ้องบริษัทนายจ้างเรียกร้องค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทนายจ้าง จ่ายค่าชดเชยไม่เต็มตามฟ้อง ลูกจ้างร้องมรรยาททนายความ คณะกรรมการมรรยาททนายความ มีคำสั่งยกคำร้องทนายความจึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

ทนายคลายทุกข์ขอนำคำพิพากษาฎีกาที่ 5026/2552 ทนายความฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดกรณีลูกความ (ลูกจ้าง) ร้องมรรยาททนายความ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของจำเลยที่เลิกจ้างจำเลยอย่างไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงานกลาง คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดี ต่อมาจำเลยจงใจใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการมารยาททนายความ สภาทนายความว่าโจทก์ดำเนินคดีด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้จำเลยไม่ได้รับเงินเต็มตามฟ้อง ทำให้คณะกรรมการมารยาททนายความแต่งตั้งกรรมการเพื่อสอบสวนโจทก์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงและทางทำมาหาได้ของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 3 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ดำเนินคดีโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยบรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามที่จำเลยมอบหมายให้ดำเนินคดี แต่โจทก์นำคำขอท้ายฟ้องที่ไม่ถูกต้องมาเป็นคำขอท้ายฟ้องของจำเลย ทำให้จำนวนค่าเสียหายที่เรียกร้องน้อยกว่าที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ฟ้อง และทำให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยได้รับค่าเสียหายผิดไปจากคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง หลังจากนั้นโจทก์แจ้งว่าจะชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย 1 แสนบาท แต่โจทก์ชำระเงินให้จำเลยเพียง 5 หมื่นบาท และนำหนังสือรับสภาพหนี้ค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือมาให้จำเลยลงลายมือชื่อ จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อให้ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหาผิดสัญญาจ้างว่าความ ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้อง จำเลยจึงไปร้องเรียนต่อสภาทนายความ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามพระราชบัญญัติสภาทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 64 โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทแห่งหนึ่ง และถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความดำเนินการฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อศาลแรงงาน เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินพักผ่อนประจำปี เงินโบนัสประจำปี ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ โจทก์จัดพิมพ์คำฟ้องเรียกร้องค่าชดเชย 116,400 บาท ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 32,350 บาท เงินพักผ่อนประจำปี 6,470 บาท เงินโบนัสประจำปี 16,175 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยยังค้างชำระ 1.2 แสนบาท ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 426,800 บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ 446,200 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,164,395 บาท แต่มีคำขอท้ายฟ้องให้บริษัทดังกล่าวชำระค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เงินพักผ่อนประจำปี เงินโบนัสประจำปีในปีที่ถูกเลิกจ้าง ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างก่อนเกษียณอายุ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 476,041 บาท คดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทนายจ้างจ่ายค่าสินไหมทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 222,606 บาท แก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงาน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บริษัทนายจ้าง จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยให้ชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยนับแต่วันที่ 10 มี.ค. 2540 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความ 116,439 บาท จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 1 หมื่นบาท โจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความที่เหลือจำนวน 106,439 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้อง จำเลยได้ร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ดำเนินคดีบกพร่องโดยแนบคำขอท้ายฟ้องไม่ตรงกับคำบรรยายฟ้อง ทำให้จำเลยได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมน้อยกว่าความเป็นจริง 402,913 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงิน 151,092 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 554,005 บาท ตามสำเนาคำกล่าวหาของสภาทนายความมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการมารยาททนายความมีมติว่า จำเลยยื่นคำกล่าวหาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันทราบถึงความผิดของโจทก์ สิทธิในการกล่าวหาจึงสิ้นสุดลงตามพ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 64 วรรคสอง ให้ยกคำกล่าวหา

การที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อสภาทนายความ โดยระบุถึงการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่จำเลย โดยไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงผิดไปจากความเป็นจริง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของโจทก์อีกต่อไปที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ท่านใดต้องการปรึกษาเรื่องกฎหมายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม โทร. 029485700 หรือ www.decha.com)

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่