posttoday
กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%

กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%

01 ธันวาคม 2553

มติ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 2 % ระบุแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ด้านหอการค้าชี้เกิดผลลบมากกว่าผลบวก

มติ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 2 % ระบุแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ด้านหอการค้าชี้เกิดผลลบมากกว่าผลบวก

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.75% มาที่ 2.00% โดยให้มีผลทันที เนื่องจากเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเช่นปัจจุบันมีความจำเป็นน้อยลง

ทั้งนี้ ปัจจุบันพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีหน้า โดยมีอุปสงค์ในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ การลงทุนยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวดีต่อเนื่อง ถึงแม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจจะชะลอลงบ้างจากที่เร่งตัวขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า

กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไพบูลย์

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันทรงตัว แต่ในระยะต่อไปแรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

ส่วนเศรษฐกิจโลกยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามคาด และนโยบายการเงินของสหรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าตลาดการเงินระหว่างประเทศยังคงผันผวนจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป แต่มีมาตรการรองรับที่เป็นรูปธรรม เศรษฐกิจเอเชียยังมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งจากการบริโภคและการลงทุน

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้ไหลเข้ามา เพราะนักลงทุนจะดูปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ราคาหุ้นดี ดังนั้น จึงมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่แตกต่างกันเป็นปัจจัยที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามามากกว่า

สำหรับเศรษฐกิจไทยดีขึ้นและแนวโน้มขยายตัวดีในปี 54 เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวกลับสู่ภาวะปกติ อัตราดอกเบี้ยที่รักษาไว้ในระดับต่ำเกือบ 2 ปีก็ควรปรับเข้าสู่ระดับปกติเช่นกัน ซึ่ง ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ระดับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ 3.5% ในปี 54 ไม่เหมาะสมกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบถึง 1.6-1.7% หากเทียบกับเงินเฟ้อล่าสุดที่ 2.8% กับอัตราดอกเบี้ยในระบบที่ 3.4% เทียบกับประเทศอื่นที่เคยใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเช่นเดียวกับไทยนั้น หลายประเทศกลับเข้าสู่นโยบายการเงินปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยก็ติดลบเกือบสูงสุดในภูมิภาคนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม กระบวนการในการปรับเข้าอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติจะพิจารณาจากสถานการณ์ในช่วงที่กำหนดจัดประชุม ณ เวลานั้น ๆ ด้วย

ส่วนในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้พักการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาระยะหนึ่งเพื่อความรอบคอบ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและผันผวนมาก แต่ในที่สุดแล้วพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีนั้น หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ นานจะไม่เหมาะสม เพราะจะกลายเป็นการสะสมความเสี่ยงเรื่องการเก็งกำไรในสินทรัพย์ และไม่สนับสนุนภาคการออม อาจจะเป็นปัญหาโดยรวมเมื่ออัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และกลายเป็นภาวะฟองสบู่ 

"เศรษฐกิจของไทยค่อนข้างดีแล้วในปี 53 และ 54 ก็ยังโตต่อเนื่อง ซึ่งช่องว่างทางด้านศักยภาพจริงมันก็จะกว้างขึ้น ดังนั้นเศรษฐกิจที่โตตามศักยภาพจะกดดันเงินเฟ้อตามมา แต่อย่างไรก็ตาม กนง.ให้น้ำหนักความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาด และไม่สนับสนุนภาคการออมและนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่"นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้เหลือเวลาแค่เดือนเดียวก็จะสิ้นปีแล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว แต่ ธปท.ก็จะต้องติดตามความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา แม้เศรษฐกิจไทย Q3/53 จะแสดงถึงการขยายตัวที่ดีขึ้น แม้จะชะลอตัวในระยะสั้น แต่ก็เป็นเพราะจากฐานเศรษฐกิจที่สูง จึงถือเป็นเรื่องปกติ

หอการค้าไทยไม่เห็นด้วยกนง. ขึ้นดอกเบี้ย

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพราะจะส่งในแง่ลบมากกว่าแง่บวก เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยมากขึ้น มีผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่ามากขึ้น จากปัจจุบันที่เริ่มอ่อนค่าลงมาอยุ่ที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ อีกทั้งหากกนง.ให้เหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย เพราะดูแลอัตราเงินเฟ้อ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะเงินเฟ้อปัจจุบันก็ขยายตัวตามกรอบ 3-3.5% ถือว่าไม่ได้สูงเกินไป แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลต่อทางจิตวิทยา หากธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตาม ทำให้ต้นทุนผลิตสินค้าของผู้ประกอบการสูงขึ้น และมีผลกลับมายังเงินเฟ้ออีกครั้งหนึ่ง 

สภาอุตฯระบุดอกเบี้ยยังอยู่ในอัตราพอรับได้แต่อาจทำให้ต้นทุนเพิ่ม

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2%นั้น คงต้องการคุมอัตราเงินเฟ้อ เพราะขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเริ่มนิ่งมากขึ้น ซึ่งในส่วนของภาคเอกชนเองเห็นว่ายังอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่อาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นบ้าง รวมทั้งห่วงว่าเมื่อ กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วจะยิ่งทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงจะมีมาตรการต่างๆออกมารองรับเพื่อไม่ให้กระทบ 

ด้าน นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่คาดไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนพึงประสงค์ กนง.ควรจะยึดถึงความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่าไม่ใช่มองแค่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ซึ่งการทำแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระมาให้ประชาชนและผู้ประกอบการมากกว่า โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เจอปัญหา 2 เด้งคือทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและยังเจออัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่รายได้ของผู้ประกอบการก็หดตัวลง ซึ่งหากเป็นแบบนี้ก็จะทำให้ขีดความสามารถในการชำระหนี้ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี  

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท