
ทีดีอาร์ไอถอดรหัส แก้เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ชำแหละสารพัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ชำแหละสารพัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า แนวคิดการปรับค่าจ้างแรงงานของรัฐบาลนั้น ควรทำมากกว่าแค่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแค่ 10 บาท เพราะหากค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ดังนั้นหากจะให้ดี ควรดูแลค่าเงินบาทให้ต่ำไว้ เพื่อจะขึ้นค่าแรงให้มากขึ้นได้
แต่สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดคือ นโยบายสองต่ำ คือค่าเงินบาทต่ำ และค่าแรงต่ำ ทั้งที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาภาคการส่งออก เพราะมีสัดส่วนในจีดีพีถึง 70% แต่การส่งออกจะต้องเริ่มทำให้เป็นการส่งออกที่ใช้ขีดความสามารถของไทยเองมากขึ้น ไม่ใช่ใช้ความรู้ของฝรั่ง และใช้แรงงานพม่า
โดยการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนนั้นสามารถทำได้ เพียงแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะขาดทุนทางบัญชีมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น
“เงินทุนไหลเข้าขณะนี้เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนอย่างเข้มงวดทุกประเภท ยกเว้นการลงทุนโดยตรง” อัมมาร กล่าว
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่เกิดจาก 1.นโยบายภาครัฐเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สะท้อนจากหลายนโยบาย เช่น การให้สิทธิพิเศษมีการแบ่งเค้กก้อนโตให้นายทุน และการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้คนรวยสามารถกวาดเงินเข้ากระเป๋า
2.การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไม่ทำให้เกิดการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดแรงงานนอกระบบมาก ทำให้มีผู้ที่เสียภาษีน้อย ฐานภาษีแคบ และมีการลดหย่อนภาษีอย่างไม่เป็นธรรม 3.การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเจริญในอดีตยังไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีการส่งเสริมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
และ 4.ไทยยังขาดการจัดสวัสดิการพื้นฐาน สะท้อนจากยังมีแรงงานนอกระบบอีกเป็นจำนวนมาก สวัสดิการของรัฐที่มีอยู่ก็ยังไม่ถึงมือประชาชนที่ด้อยโอกาสอย่างทั่วถึง
สำหรับเรื่องที่สำคัญที่สุดในอนาคตคือ ปัญหาเรื่องโอกาสทางด้านการศึกษา และการฝึกอบรม มีผลต่อการพัฒนาเรื่องระดับรายได้ที่สูงขึ้น
“เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ต้องถือว่ารุดหน้าไปมาก ประเทศมีความมั่งคั่งขึ้น และคนยากจนก็ลดลง แต่ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องความยากจนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องคุณภาพของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศแถบละตินอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลระทบ เป็นปัญหาทางการเมืองบั่นทอนประเทศจนทุกวันนี้” โฆสิต กล่าว
ด้าน นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือ การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานที่เหมาะสมกับอัตภาพของประเทศ และมีวินัยทางการคลัง แต่นโยบายการกระจายรายได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
การปฏิรูปจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจสองด้าน ทั้งในระดับมหภาค ซึ่งควรจะเน้นการพัฒนาที่เพิ่มพูนความมั่งคั่งของประเทศ โดยนำประโยชน์ที่ได้จากการเติบโตกระจายสู่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนฐานล่างให้มากที่สุด ขณะเดียวกันในด้านจุลภาค นโยบายการพัฒนาควรจะเป็นการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจให้กับคนฐานล่าง เพื่อให้คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ดีกินดี สามารถยกระดับขึ้นเป็นคนชั้นกลางได้ในที่สุด
ที่ผ่านมา ทีดีอาร์ไอเสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ 3 แนวทางที่สำคัญ คือ 1.ต้องจัดระบบสวัสดิการให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และต้องมีความยั่งยืนด้วย ซึ่งปัจจุบันระบบสวัสดิการด้านสุขภาพของไทยมี 3 ระบบ คือ ของข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง โดยปัจจุบันยังไม่เท่าเทียมกัน
2.ต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5% ต่อปี ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาระดับรายได้ของประเทศให้เพียงพอต่อการจ่ายสวัสดิการ โดยไม่ต้องก่อหนี้ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีด้วย และ 3.ต้องเพิ่มโอกาสให้กับคนฐานล่าง ทั้งด้านการศึกษาที่ต้องพัฒนาด้านคุณภาพ การเข้าถึงฐานทรัพยากร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ดิลก ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษากับแนวโน้มค่าจ้างในประเทศไทยว่า ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษานำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างในอนาคต
โดยในช่วงปี 2529-2552 จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยแรงงานไทยเพิ่มจาก 5.31 ต่อปี เป็น 8.15 ต่อปี ในช่วง 24 ปี สัดส่วนแรงงานที่จบระดับประถมต้นหรือต่ำกว่าลดลงจาก 68% ในปี 2529 เป็น 31% ในปี 2552 สัดส่วนแรงงานที่จบระดับ ม.6 และระดับปริญญาเพิ่มขึ้นมากที่สุดจาก 4.48% และ 2.75% ในปี 2529 เป็น 13.31% และ 11.79% ในปี 2552
โดยพบว่าผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม หรือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ หรือพ่อแม่มีการศึกษาต่ำจะมีโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อย และมีความเสียเปรียบในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
รวมทั้งพบว่าผู้ที่จบระดับปริญญาตรีจะมีรายได้ประมาณ 7,500-8,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าผู้ที่จบระดับมัธยมศึกษามีรายได้ 4,500 บาทต่อเดือน หรือสูงกว่าเกือบ 1.7 เท่า







