posttoday
ทีดีอาร์ไอถอดรหัส แก้เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ

ทีดีอาร์ไอถอดรหัส แก้เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ

30 พฤศจิกายน 2553

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ชำแหละสารพัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ชำแหละสารพัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

โดย...ทีมข่าวการเงิน

อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า แนวคิดการปรับค่าจ้างแรงงานของรัฐบาลนั้น ควรทำมากกว่าแค่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแค่ 10 บาท เพราะหากค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ดังนั้นหากจะให้ดี ควรดูแลค่าเงินบาทให้ต่ำไว้ เพื่อจะขึ้นค่าแรงให้มากขึ้นได้

ทีดีอาร์ไอถอดรหัส แก้เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ อัมมาร

แต่สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดคือ นโยบายสองต่ำ คือค่าเงินบาทต่ำ และค่าแรงต่ำ ทั้งที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาภาคการส่งออก เพราะมีสัดส่วนในจีดีพีถึง 70% แต่การส่งออกจะต้องเริ่มทำให้เป็นการส่งออกที่ใช้ขีดความสามารถของไทยเองมากขึ้น ไม่ใช่ใช้ความรู้ของฝรั่ง และใช้แรงงานพม่า

โดยการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนนั้นสามารถทำได้ เพียงแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะขาดทุนทางบัญชีมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น

“เงินทุนไหลเข้าขณะนี้เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนอย่างเข้มงวดทุกประเภท ยกเว้นการลงทุนโดยตรง” อัมมาร กล่าว

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่เกิดจาก 1.นโยบายภาครัฐเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สะท้อนจากหลายนโยบาย เช่น การให้สิทธิพิเศษมีการแบ่งเค้กก้อนโตให้นายทุน และการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้คนรวยสามารถกวาดเงินเข้ากระเป๋า

2.การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไม่ทำให้เกิดการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดแรงงานนอกระบบมาก ทำให้มีผู้ที่เสียภาษีน้อย ฐานภาษีแคบ และมีการลดหย่อนภาษีอย่างไม่เป็นธรรม 3.การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเจริญในอดีตยังไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีการส่งเสริมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

และ 4.ไทยยังขาดการจัดสวัสดิการพื้นฐาน สะท้อนจากยังมีแรงงานนอกระบบอีกเป็นจำนวนมาก สวัสดิการของรัฐที่มีอยู่ก็ยังไม่ถึงมือประชาชนที่ด้อยโอกาสอย่างทั่วถึง

สำหรับเรื่องที่สำคัญที่สุดในอนาคตคือ ปัญหาเรื่องโอกาสทางด้านการศึกษา และการฝึกอบรม มีผลต่อการพัฒนาเรื่องระดับรายได้ที่สูงขึ้น

“เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา ต้องถือว่ารุดหน้าไปมาก ประเทศมีความมั่งคั่งขึ้น และคนยากจนก็ลดลง แต่ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องความยากจนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องคุณภาพของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศแถบละตินอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลระทบ เป็นปัญหาทางการเมืองบั่นทอนประเทศจนทุกวันนี้” โฆสิต กล่าว

ด้าน นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือ การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานที่เหมาะสมกับอัตภาพของประเทศ และมีวินัยทางการคลัง แต่นโยบายการกระจายรายได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

การปฏิรูปจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจสองด้าน ทั้งในระดับมหภาค ซึ่งควรจะเน้นการพัฒนาที่เพิ่มพูนความมั่งคั่งของประเทศ โดยนำประโยชน์ที่ได้จากการเติบโตกระจายสู่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนฐานล่างให้มากที่สุด ขณะเดียวกันในด้านจุลภาค นโยบายการพัฒนาควรจะเป็นการสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจให้กับคนฐานล่าง เพื่อให้คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ดีกินดี สามารถยกระดับขึ้นเป็นคนชั้นกลางได้ในที่สุด

ที่ผ่านมา ทีดีอาร์ไอเสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ 3 แนวทางที่สำคัญ คือ 1.ต้องจัดระบบสวัสดิการให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และต้องมีความยั่งยืนด้วย ซึ่งปัจจุบันระบบสวัสดิการด้านสุขภาพของไทยมี 3 ระบบ คือ ของข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง โดยปัจจุบันยังไม่เท่าเทียมกัน

2.ต้องทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5% ต่อปี ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาระดับรายได้ของประเทศให้เพียงพอต่อการจ่ายสวัสดิการ โดยไม่ต้องก่อหนี้ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีด้วย และ 3.ต้องเพิ่มโอกาสให้กับคนฐานล่าง ทั้งด้านการศึกษาที่ต้องพัฒนาด้านคุณภาพ การเข้าถึงฐานทรัพยากร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ดิลก ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษากับแนวโน้มค่าจ้างในประเทศไทยว่า ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษานำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างในอนาคต

โดยในช่วงปี 2529-2552 จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยแรงงานไทยเพิ่มจาก 5.31 ต่อปี เป็น 8.15 ต่อปี ในช่วง 24 ปี สัดส่วนแรงงานที่จบระดับประถมต้นหรือต่ำกว่าลดลงจาก 68% ในปี 2529 เป็น 31% ในปี 2552 สัดส่วนแรงงานที่จบระดับ ม.6 และระดับปริญญาเพิ่มขึ้นมากที่สุดจาก 4.48% และ 2.75% ในปี 2529 เป็น 13.31% และ 11.79% ในปี 2552

โดยพบว่าผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม หรือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ หรือพ่อแม่มีการศึกษาต่ำจะมีโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อย และมีความเสียเปรียบในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน

รวมทั้งพบว่าผู้ที่จบระดับปริญญาตรีจะมีรายได้ประมาณ 7,500-8,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าผู้ที่จบระดับมัธยมศึกษามีรายได้ 4,500 บาทต่อเดือน หรือสูงกว่าเกือบ 1.7 เท่า

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน