
พฤกษายังสนสร้างคอนโดไม่ถึงล้านบาท
โพสต์ทูเดย์
— พฤกษา ระบุยังไม่ทิ้งตลาดคอนโดต่ำล้านบาท แม้รัฐบาลจะหวั่นปัญหาฟองสบู่คอนโดนายเมธา จันทร์แจ่มจรัส กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ในปีหน้ายังเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท โดยจะมีทั้งที่ขออนุญาตส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไออย่างน้อย 2 โครงการ รวมถึงโครงการที่พัฒนาเอง โดยไม่ขอส่งเสริมการลงทุน หากขนาดและราคาที่ขอไม่เข้าเกณฑ์
“
เบื้องต้นคาดว่าจะมีโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนอย่างน้อย 2 โครงการ และจะยังมีอีกหลายโครงการที่เป็นบัดเจ็ต คอนโดมิเนียม เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำยังมีอยู่สูงมากซึ่งบริษัทฯได้เจราจากับสถาบันการเงิน และผู้ซื้อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อลูกค้าขอกู้แต่กู้ไม่ผ่าน ขณะที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ต้องการปล่อยกู้ เนื่องจากสินเชื่ออสังหาฯเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ” นายเมธา กล่าวสำหรับโครงการคอนโดระดับราคา 13 ล้านบาทที่ตนดูแลอยู่มีแผนจะเปิดตัวในปีหน้า 68 โครงการ โดยใช้เงินลงทุน 4,4004,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อโครงการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมาบริษัทฯได้เปิดขายโครงการฟิวส์ โมเบียส รามคำแหง สเตชั่น ประกอบด้วยอาคารชุด 3 อาคาร ประกอบด้วยอาคารเอ สูง 30 ชั้น อาคารบี สูง 32 ชั้น อาคารซี สูง 12 ชั้น และห้องชุดเพื่อการพาณิชย์ 9 ห้อง รวม 1,399 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายรวม 60% คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า
ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดคอนโดฯในพื้นที่รามคำแหงนั้น มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาพัฒนาแล้วหลายราย เช่น แอลพีเอ็นพัฒนาไปแล้ว 34 โครงการ ศุภาลัย 1 โครงการ แต่ได้ปิดการขายไปแล้ว ขณะที่มีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขายคือ ชีวาทัย 1 โครงการ จำนวน 500 ยูนิต แต่คู่แข่งโดยตรง คือโครงการดี คอนโดของ บริษัทแสนสิริ ที่มีจำนวน 1,600 ยูนิต รวมยูนิตที่บริษัทฯพัฒนา มีอุปทานออกมาสู่ตลาดแล้วกว่า 3,000 ยูนิต
“กลุ่มลูกค้าของคนที่ซื้อคอนโดฯในงานนี้คือผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี ทำธุรกิจค้าแถวประตูน้ำและมาบุญครอง นอกจากนี้ยังมีลูกค้าแถบมีนบุรี บางกะปิและหนองจอก ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่จริง ไม่ได้เป็นลูกค้าที่ซื้อเก็งกำไรเหมือนอดีตที่ผ่านมา”นายเมธากล่าวสำหรับตลาดรวมคอนโดมิเนียมในปีนี้มีการเปิดขายรวม 78 หมื่นหน่วย โดยมียอดขายออกไปแล้ว 4550% จากปีก่อนหน้าที่สามารถระบายออกไปได้ 7080% เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสกัดการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงทำให้ยอดขายในตลาดรวมปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย







