
เจ้าของคอนโดขายโครงการทิ้งผู้บริโภคฟ้องได้หรือไม่?
....เดชา กิตติวิทยานันท์
การจะเลือกซื้อที่อยู่อาศัยก็ต้องตัดสินใจจากองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ราคา สิ่งอำนวยความสะดวก การเดินทาง สถานที่ตั้ง เพื่อหวังจะอยู่ไปจนแก่เฒ่า แต่แล้วก็ต้องเจอทุกข์ซ้อน เพราะเลือกโครงการที่มีชื่อเสียง สร้างย่านธุรกิจ นำเงินสะสมมาผ่อน กู้สถาบันการเงินเสียดอกเบี้ย แต่กลับต้องถูกระงับโครงการก่อสร้าง อ้างเหตุต่างๆ สุดท้ายนำไปขายต่อเพื่อเอากำไร ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย รวมทั้งค่าเสียโอกาสจากการที่ห้องชุดมีราคาสูงขึ้น
วันนี้ทนายคลายทุกข์ขอนำคดีผู้บริโภคเกี่ยวกับการซื้อคอนโดมิเนียม โครงการระงับการก่อสร้างและนำไปขายต่อเพื่อเก็งกำไร โยนภาระให้ผู้บริโภคผ่อนหนี้เสียดอกเบี้ย เสียเวลา แถมเสียความรู้สึก ฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือในการเอารัดเอาเปรียบ
รายละเอียดคำฟ้องโจทก์อย่างย่อ โจทก์เป็นผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชน จำเลยได้ประกาศโฆษณาทางสื่อมวลชนว่า จะขายห้องชุด โดยได้โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับโครงการ ติดถนนใหญ่ ติดรถไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง โจทก์ในฐานะผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ โจทก์หลงเชื่อตามคำอวดอ้างพรรณนาดังกล่าวของจำเลย จึงได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จำนวน 2 ห้อง เป็นห้องชุด ชั้นที่ 10 แบบสตูดิโอ เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางเมตร ราคา 1,641,600 บาท
โดยมีข้อสาระสำคัญตามสัญญาจะซื้อจะขาย คือ โจทก์ตกลงชำระเงินค่าห้องชุด โดยเป็นการผ่อนชำระเงินมัดจำ จำนวน 246,240 บาท ส่วนเงินมัดจำที่เหลืออีก จำนวน 206,240 บาท ตกลงจะชำระกันเป็นงวด จำนวน 24 งวด ซึ่งเงินมัดจำดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการชำระราคาห้องชุด หลังจากชำระเงินมัดจำครบ 24 งวดแล้ว และจำเลยก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ เงินส่วนที่เหลือ 1,395,360 บาท จำเลยจะเป็นผู้จัดหาสถาบันการเงินมาให้สินเชื่อ แต่ในทางกลับกันถ้าจำเลยผิดสัญญา จำเลยจะคืนเงินให้กับโจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของเงินฝากประจำ ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยมีสิทธิคิดจากโจทก์ในกรณีผิดสัญญา
หลังจากที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายทุกประการ โดยได้ชำระเงินค่ามัดจำ 2 ห้อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 492,480 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งชะลอการก่อสร้างอย่างไม่มีกำหนดมายังโจทก์ โดยจำเลยจะดำเนินการคืนเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินผ่อนค่างวดที่โจทก์ได้ชำระมาแล้วทั้งหมด
การแสดงเจตนาชะลอการก่อสร้างโครงการของจำเลยดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หรือมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจอันจะบอกเลิกสัญญาได้โดยผลของกฎหมายแต่อย่างใด โครงการอื่นๆ ในละแวกเดียวกันก็ไม่ประสบปัญหาหรือมีการชะลอการก่อสร้างแต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์ก็มิได้ให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวของจำเลย และนอกจากนี้เจตนาของจำเลยในการชะลอการก่อสร้างของจำเลยเป็นการประพฤติผิดสัญญากับโจทก์ในฐานะผู้บริโภค โดยจำเลยมีความมุ่งหมายนำโครงการทั้งหมดไปขายต่อ ในราคา 680 ล้านบาท ได้กำไรจากการขายโครงการทั้งหมด 120 ล้านบาท
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิและเป็นการประพฤติผิดสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์ในฐานะผู้บริโภค และเข้าข่ายในการหลอกลวงประชาชน โดยจำเลยอาศัยความได้เปรียบทางธุรกิจ และการโฆษณาชวนเชื่อ จนโจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อนำไปลงทุนในการก่อสร้างห้องชุดพักอาศัย แต่จำเลยกลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ โดยขาดความรับผิดชอบ
ทั้งยังนำโครงการดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่นเพื่อหวังผลกำไรทางธุรกิจของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์และผู้บริโภคจะได้รับ และเป็นการละเมิดสิทธิโจทก์ในฐานะผู้บริโภคอย่างร้ายแรง
ก่อนฟ้องโจทก์และผู้บริโภคอีกหลายรายได้พยายามติดตามทวงถาม ให้จำเลยดำเนินการสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จตามสัญญาเรื่อยมา แต่จำเลยปฏิเสธไม่ดำเนินการก่อสร้าง หลังจากนั้นจึงได้ทวงถามเงินค่าห้องชุดที่ได้ชำระ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อย่างเป็นธรรม แต่จำเลยกลับเพิกเฉย การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายประการ
โจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ยอมส่งมอบห้องชุด ประกอบไปด้วย เงินต้น ดอกเบี้ย ค่าขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ ค่าเช่า ค่าลดหย่อนภาษี ค่าเสียโอกาสเพราะอาคารชุดมีราคาสูงขึ้น ค่าทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,316,196.42 บาท
บทสรุปของคดีนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร ผมจะนำผลทางคดีมานำเสนอต่อไป







