
ถึงเวลา"ทางยกระดับดอนเมือง"เข้าตลาดหุ้น ระดมทุนประมูลโครงการอื้อ
ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 140 ล้านหุ้นตระกูล"พานิชชีวะ"ถือหุ้น 35.9% หลังไอพีโอลดเหลือ 31.6% กระทรวงการคลังถือ 25.1% หลังไอพีโอเหลือ 22.1%
ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 140 ล้านหุ้นตระกูล"พานิชชีวะ"ถือหุ้น 35.9% หลังไอพีโอลดเหลือ 31.6% กระทรวงการคลังถือ 25.1% หลังไอพีโอเหลือ 22.1%
บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง ยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5.20 บาท คิดเป็นร้อยละ 11.85 ของจำนวนหุ้นที่ออก และเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยบริษัทฯมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และมีบริษัท อวานการ์ด แคปปิตอล เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
วัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ชำระคืนหุ้นกู้ เงินลงทุน และเงินลงทุนหมุนเวียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
บริษัทฯประกอบธุรกิจบริหารโครงการสัมปทานทางยกระดับดอนเมืองช่วงดินแดงจนถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 21.9 กิโลเมตร โดยได้รับสิทธิในการบริหารโครงการจากกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ภายใต้สัญญาสัมปทานโครงการทางยกระดับดอนเมืองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2532 มีระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี (จากวันที่ 21 สิงหาคม 2532 จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2557) และต่อมาในปี 2538 ปี 2539 และ ปี 2550 สัญญาสัมปทานดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข 3 ครั้ง ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาสัมปทานขยายเป็น 27 ปี นับจากวันที่ 12 กันยายน 2550 หรือสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 11 กันยายน 2577
ผลดำเนินงานงวด 9 เดือนสิ้นสุด 30 ก.ย. 62 บริษัทฯมีรายได้รวม 2,165.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 1,311.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 854 ล้านบาท
รายได้หลักจากการเก็บค่าบริการค่าผ่านทาง สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. ปี 59-61 เท่ากับ 2,952.7 ล้านบาท 2,978.2 ล้านบาท 3,024.6 ล้านบาท ตามลำดับ และงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.61 และ 62 เท่ากับ 2,267.7 ล้านบาท 2,126.2 ล้านบาท ตามลำดับ
โดยรายได้เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 3 ปีตามปริมาณจราจรที่เพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยและสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว การปิดถนนเพื่อการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รวมถึงการปิดปรับปรุงสะพานเข้าอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมือง การปิดสะพานข้ามแยกรัชโยธิน และการลดพื้นที่จราจรบริเวณถนนชุมชนใต้สายรถไฟฟ้าสายสีแดง เป็นต้น
ด้านกำไรสุทธิ สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. ปี 59-61 เท่ากับ 1,497.9 ล้านบาท 1,398.1 ล้านบาท 1,457.2 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 61 และ 62 เท่ากับ 1,087.6 ล้านบาท และ 854.0 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 50.7 ร้อยละ 46.9 ร้อยละ 48.2 ร้อยละ 48.0 และร้อยละ 40.2 ตามลำดับ
การลดลงของอัตรากำไรสุทธิปี 59-60 เป็นผลมาจากบริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (ปรับปรุง 2559) ส่งผลให้ต้นทุนสัมปทานในการใช้ทางยกระดับเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิปี 61 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 4.23 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหาร และต้นทุนทางการเงินลดลง
แผนงานในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของบริษัทฯ มีดังนี้ เส้นทางเชื่อมระหว่างทางยกระดับอุตราภิมุข โครงการทางเชื่อมระหว่างทางยกระดับอุตราภิมุข กับท่าอากาศยานดอนเมือง อยู่ในแผนงานโครงการพัฒนาฯ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือ ทอท.ได้เสนอแผนในภาพรวมทั้งหมด ต่อกระทรวงคมนาคม (คค.) ซึ่ง คค. ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในปี 2562 บริษัทฯ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมร่วมกับ สนข. และ ทอท. เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของรูปแบบทางเชื่อมของโครงการ บริษัทฯ ยังคงต้องรอความชัดเจนในแผนการดำเนินงานส่วนอื่น ของท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อจะกำหนดรูปแบบและตำแหน่งทางเชื่อมที่เหมาะสมรวมถึงการพิจารณาผลประโยชน์ในภาพรวมและผลตอบแทนในการลงทุนของบริษัทฯ ต่อไป
โครงการทางเชื่อมต่อระหว่างทางยกระดับอุตราภิมุข กับทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (Missing Link) ในภาพรวมภาครัฐพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์โดยรวมในการช่วยบรรเทาการจราจร และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยังคงดำเนินโครงการต่อไป ซึ่งบริษัทฯ รอติดตามข้อสรุปที่ชัดเจนในการดำเนินโครงการของทางภาครัฐ อาทิ แบบก่อสร้างและค่าก่อสร้างที่ชัดเจน แผนการบริหารโครงการ การโอนสิทธิทัพย์สินเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว (BTO) ว่ามีแนวทางการดำเนินการอย่างไรและมีผลตอบแทนของโครงการที่เหมาะสมอย่างไร
การติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ตามแผนแม่บทการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองระยะ 20 ปี (2560-2579) ของกรมทางหลวงที่มีศักยภาพในการดำเนินการ
โครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทล์ลเวย์) ช่วงรังสิต-บางปะอิน ของกรมทางหลวงระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีจุดขึ้นลงจำนวน 8 แห่ง โดยโครงการเริ่มต้นที่ปลายทางยกระดับอุตราภิมุข บริเวณทางแยกต่างระดับ รังสิต (ประมาณ กม.33+924 ของถนนพหลโยธิน) และสิ้นสุดโครงการอยู่ที่บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน (ประมาณ กม.1+880 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย บางปะอิน-นครราชสีมา (M6)
โครงการหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ (M8) ของกรมทางหลวง ระยะทาง 119 กม. ลักษณะถนนมี 4 ช่องทางจราจร และมีด่านเก็บค่าผ่านทางทั้งหมด 9 ด่าน และทางแยกต่างระดับ 8 แห่ง ซึ่งเริ่มต้นจากจังหวัดนครปฐม สิ้นสุดเส้นทางที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างรอผลการศึกษาและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2565
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางขุนเทียน-ปากท่อ (M82) ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ของกรมทางหลวง ระยะทาง 25 กิโลเมตร โครงการมีจุดเริ่มต้นบริเวณ จุดต่อกับโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก เป็นทางยกระดับเหนือทางหลวงหมายเลข 35 ในเขต อำเภอบางขุนเทียน กม. 11+825 ขนานทางหลวงหมายเลข 35 ข้าม สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ไปสิ้นสุดบริเวณตำบลบ้านแพ้ว กม. 36+500 ทางหลวงหมายเลข 35 ระยะทางรวมประมาณ 25 กิโลเมตร โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางขุนเทียน-ปากท่อ ซึ่งบริษัทฯ มีความสนใจโครงการนี้ เนื่องจาก ภาครัฐได้มีการลงทุนก่อสร้างช่วงแรกระยะ 10 กิโลเมตรแล้วเมื่อไตรมาสที่ 1/2562 มีโครงการลักษณะใกล้เคียงกับทางยกระดับอุตราภิมุข
กล่าวคือ โครงสร้างเป็นทางยกระดับ และมีการจราจรในลักษณะเข้าและออกเมือง และ ได้เข้าร่วมการสัมภาษณ์เพื่อประเมินความสนใจของเอกชน (Market Sounding Interview) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน-ปากท่อ ช่วงบางขุนเทียนบ้านแพ้ว (M82) เพื่อรับทราบข้อมูลโครงการเพิ่มเติมและให้ข้อคิดเห็นแก่ที่ปรึกษาฯ
โครงการให้เอกชนร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทางโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Rest Area) ซึ่งในการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแต่ละสาย จะมีการกำหนดจุดพักรถ ที่แยกสัญญาการก่อสร้างและบริหารจัดการเพื่อให้เอกชนเข้าประมูลในการบริหารจัดการเป็นโครงการแยกจากการบริหารจัดการและบำรุงรักษาทาหลวงพิเศษ (O&M) และตามที่บริษัทฯ ให้ความสนใจในการเข้าร่วมบริหารจัดการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงมีแนวคิดในการศึกษาการบริหารจัดการจุดพักรถ
นอกจากนี้ การติดตามความคืบหน้าโครงการของการทางพิเศษที่มีศักยภาพในการดำเนินการ ทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร กทพ. ได้มีการศึกษาโครงการทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรต่อทิศทาง (สำหรับรถยนต์ 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร) แนวสายทาง จุดเริ่มต้นโครงการที่ตำบลป่าตอง บริเวณถนนพระเมตตา เป็นทางยกระดับข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ จนถึงเขานาคเกิด ระยะทาง 0.9 กม. แล้วจึงเป็นอุโมงค์ ระยะทาง 1.9 กม. หลังจากนั้นเป็นทางยกระดับ ระยะทาง 1.2 กม. สิ้นสุดโครงการที่ ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029
โดยบริษัท ได้ให้ความสนใจโครงการนี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีระทางที่สั้น ง่ายต่อการบริหารจัดการ บริษัทฯ สามารถใช้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการจราจร และบำรุงรักษาได้โดยง่าย ซึ่งจะต้องพิจารณาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคก่อสร้างอุโมงค์ ในการร่วมมดำเนินการต่อไป
โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกของ กทพ. ระยะทางประมาณ 18.7 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มต้นจากถนนพระราม 3 เชื่อมกับจุดทางด่วนเฉลิมมหานคร และทางด่วนศรีรัชช่วงกิโลเมตรที่ 18+000 โดยช่วงพระราม 3-ดาวคะนอง มีระยะทางประมาณ 17.1 กิโลเมตร และช่วงดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุมเทพมหานครด้านตะวันตกมีระยะทาง 11.6 กิโลมตรสิ้นสุดเส้นทางที่จุดเลยทางแยกต่างระดับบางขุนเทียนประมาณ ทั้งนี้ โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563
โครงการอื่น ๆ บริษัทฯ ได้ทำการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจ (Business Development Committee) และคณะทำงานโครงการใหม่ (New Project Development Working Team) เพื่อศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการใหม่ที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯ มีความรู้และความชำนาญในการดำเนินงานเพื่อต่อยอดความสำเร็จของบริษัทฯ
นอกจากนี้บริษัทฯ มีการจัดตั้งที่ปรึกษาเพื่อทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการ (Feasibility Study) ซึ่งบริษัทฯ ได้กำหนดดัชนีทางการเงินและผลตอบแทนที่คาดหวังในการสรรหาโครงการใหม่ที่มีผลตอบแทนที่ดีซึ่งจะสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืน
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ประกอบด้วย กลุ่มครอบครัวพานิชชีวะ ถือหุ้น 373.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 35.9% หลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 31.6%, บริษัท เอไอเอฟ โทลโรดส์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 306.6 ล้านหุ้น คิดเป็น 29.5% หลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 26%, กระทรวงการคลัง ถือหุ้น 261.4 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.1% หลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 22.1%







