
แอสเซทพลัสมองปีนี้ดบ.ไม่ขึ้น ขายกองทุนตราสารหนี้3เดือน
โพสต์ทูเดย์
— แอสเซท พลัส มอง ธปท.ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เหตุบาทแข็ง เงินเฟ้อสูง ส่งกองทุนใหม่ลงทุนตราสารหนี้ 3 เดือน “ทหารไทย” ขายเกาหลีต่อนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็ว เนื่องจากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องและระดับอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ โดยล่าสุดเดือน ต.ค. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.1% ซึ่งต่ำกว่ากรอบการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 0.53% โดยคาดว่า ธปท. น่าจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2% ในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับอัตราเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นจนใกล้ระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งในช่วงสั้นคาดว่าไม่น่าจะกระทบกับเงินเฟ้อมากนัก เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่ปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรที่น่าจะปรับตัวขึ้นจากผลกระทบด้านนำท่วมอาจจะผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น
การลงทุนในตราสารหนี้ช่วงนี้ บริษัทแนะนำลงทุนช่วงเวลาสั้นๆ 36 เดือน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสผลตอบแทนจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า โดยตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 พ.ย.นี้ บริษัทเสนอขายกองทุนเปิด แอสเซท พลัส ไทยฟิกซ์ 4/3M (ASPTHFIXED4/3M) ระยะเวลาลงทุนประมาณ 3 เดือน ลงทุนใน บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) บริษัท ภัทรลิสซิ่ง (PL) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJANA) บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) และบริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) โดยให้โอกาสผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนประมาณ 1.66% ต่อปี
ด้าน บลจ.ธนชาต เปิดขายกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ 9 (TFIX9) ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ อายุประมาณ 11 เดือน มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท ขายครั้งเดียวระหว่างวันที่ 1824 พ.ย. 2553
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดทหารไทย พรีเมียร์ รุ่นที่ 10 อายุประมาณ 11 เดือน ขนาดโครงการ 1,000 ล้านบาท ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 2% เน้นลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรธนาคารแห่งชาติเกาหลีใต้ สัดส่วนประมาณ 85% ที่เหลือจะลงทุนในเงินฝากหรือตั๋วแลกเงินธนาคารในประเทศไทย โดยทำสัญญาปกป้องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน เปิดขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 1723 พ.ย.นี้







