
ปั๊มแอลพีจีพุ่งพรวดเตือนคิดเปิดใหม่ระวังเจ๊ง
พลังงานเตือนผู้ประกอบการเล็งเปิดปั๊มแอลพีจีต้องคิดให้ดี เนื่องจากจำนวนปั๊มใหม่ปีนี้พุ่ง200แห่ง คาดแข่งขันรุนแรงไม่คุ้มลงทุน
พลังงานเตือนผู้ประกอบการเล็งเปิดปั๊มแอลพีจีต้องคิดให้ดี เนื่องจากจำนวนปั๊มใหม่ปีนี้พุ่ง200แห่ง คาดแข่งขันรุนแรงไม่คุ้มลงทุน
นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ว่า ในภาพรวมยอดการใช้แอลพีจียังอยู่ในระดับทรงตัวยกเว้นในภาคปิโตรเคมีที่มีการขยายตัวต่อเนื่องแต่ที่น่าสังเกตคือมีการลงทุนเปิดปั๊มแอลพีจีในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นมาก โดยในปี 2553 มีปั๊มแอลพีจีที่เปิดใหม่ทั้งหมด 200 แห่งจากปี 2552 มีปั๊มแอลพีจีให้บริการอยู่ 665 แห่ง ส่งผลให้ปัจจุบันมีปั๊มแอลพีจีทั้งหมดจำนวน 865 แห่ง แยกเป็นปั๊มแอลพีจีต่างจังหวัด 657 แห่งเพิ่มขึ้น 188 แห่ง และปั๊มแอลพีจีในกรุงเทพ 208 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้น 12 แห่ง
ทั้งนี้หากพิจารณาจากยอดการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งเดือนต.ค. มีปริมาณ 5.7 หมื่น ตัน เพิ่มขึ้ 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย. ซึ่งปริมาณการใช้ในรถยนต์ไม่ได้สูงขึ้นมากแต่สาเหตุที่มีการเปิดปั๊มแอลพีจีในต่างจังหวัดเนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าแนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นในอนาคตจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแอลพีจีกันมากขึ้น แต่สิ่งทีต้องระวังคือจะทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจกันมาก
“ปัจจุบันภาครัฐไม่มีกฏหมายบังคับห้ามไม่ให้เปิดปั๊มแอลพีจีเพียงแต่ขอความร่วมมือกับผู้ค้ามาตรา7 ที่มีแบรนด์ไม่ให้ขยายปั๊มอีก แต่ถ้าเป็นเอกชนรายอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะเปิดได้ เพราะการลงทุนปั๊มแอลพีจีแค่ 5 ล้านบาทต่อแห่งถือว่าต่ำกว่าน้ำมันมาก ในขณะที่การขายแอลพีจีในภาคครัวเรือนมีปริมาณที่ไม่มากเมื่อเทียบกับการขายในภาคขนส่งมีปริมาณมากจึงมีโอกาสที่จะทำกำไรได้ดีกว่า ซึ่งปริมาณปั๊มที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดการแย่งตลาดกันเองและแข่งขันรุนแรงขึ้น ดังนั้นขอเตือนผู้ที่จะขยายปั๊มแอลพีจีต้องคิดให้ดี”นายพีระพลกล่าว
อย่างไรก็ตามทางด้านการนำเข้าแอลพีจีตลอด 10 เดือน(ม.ค.-ต.ค.) มีปริมาณอยู่ที่ 1.29 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่านำเข้า3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2553 การนำเข้าแอลพีจีจะอยู่ที่ระดับ 1.42 ล้านตัน หรือเฉลี่ย เดือนละ 1.2 แสนตัน แม้ว่าโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่6ของปตท.จะเปิดกิจการได้ก็ตาม แต่ช่ววงแรกยังอยู่ระหว่างการทดลองเดินเครื่องกำลังการผลิต ซึ่งจะเดินเครื่องได้เต็มที่จริงๆประมาณเดือนธ.ค. และจะช่วยลดปริมาณนำเข้าแอลพีจีได้เพียง 5 หมื่นตันเท่านั้น
นายพีระพล กล่าวว่า ในปี 2554 ปริมาณนำเข้าแอลพีจียังอยู่ในระดับ 1 แสนตัน/เดือนเนื่องจากความต้องการใช้แอลพีจีในภาคปิโตรเคมี ขยายตัวมาก โดยในช่วงไตรมาส 2 จะมีโรงงานปิโตรเคมีเกิดใหม่ 1 แห่งในไทยซึ่งจะทำให้ความต้องการแอลพีจีเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นตัน ส่งผลให้การนำเข้าขยับเป็น 1.2 แสนตัน/เดือน จากเดิมที่คาดว่าไตรมาสแรก จะมีการนำเข้าอยู่ที่ 8.8 หมื่นตัน นอกจากนี้ยังหวังว่านโยบายส่งเสริมให้รถแท็กซี่ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวีจำนวน 3 หมื่นคันจะช่วยลดการใช้แอลพีจีลงไปได้บ้าง







