
BIGC ซื้อคาร์ฟูร์ผลดีระยะยาว
....เจียรนัย อุตะมะ
แม้ว่าบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มีแผนจะซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท Cencar ที่ดำเนินธุรกิจคาร์ฟูร์ในประเทศทั้งหมดในราคา 3.55 หมื่นล้านบาท คิดเป็นมูลค่ากิจการต่อยอดขาย 1.18 เท่า ราคาแพงกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ตอื่น ที่อยู่ที่ 0.37086 เท่า หรือราคาตามมูลค่าบัญชี 3.7 เท่า และราคาต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาที่ 12.5 เท่า สูงกว่าค่ากลางการเข้าซื้อของอุตสาหกรรมที่ราคาตามมูลค่าบัญชีที่ 2.3 เท่า และราคาต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาที่ 8.3 เท่า แต่เนื่องจาก BIGC เป็นผู้เล่นที่มีอยู่ในตลาด จึงน่าจะได้ดีจากการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์และการประหยัดต่อขนาด
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า BIGC สร้างกำไรต่อสาขาต่อปีสูงที่สุดเทียบคู่แข่งที่ 46 ล้านบาท เทียบคาร์ฟูร์สร้างกำไรต่อสาขาต่อปีต่ำสุดที่ 18 ล้านบาท เชื่อว่า BIGC จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญเพื่อการพัฒนาความสามารถในการทำกำไรของคาร์ฟูร์ให้ทัดเทียมตนเองได้และคาดว่าจะใช้เวลากว่าปีในการแปลงร้านคาร์ฟูร์ทั้งหมดเป็นแบรนด์ BIGC
ทั้งนี้ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น BIGC วันที่ 5 ม.ค. 2554 เพื่อขออนุมัติผู้ถือหุ้น
คาร์ฟูร์เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่อันดับสี่ในไทย ด้วยสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 34 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 8 สาขา หลังการได้กิจการมา BIGC ยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่อันดับสองแต่สาขาน้อยกว่าเทสโก้เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น โดยมีสาขา 103 สาขา เทียบไฮเปอร์มาร์เก็ตเทสโก้ 116 สาขา
ในส่วนเครือข่ายร้านค้าเมื่อรวมกันแล้ว BIGC จะมีสถานะแข็งแกร่งขึ้นในกรุงเทพฯ เพราะมีสาขาต่างจังหวัดมากขณะที่สาขาของคาร์ฟูร์ 30 จาก 42 แห่ง ตั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จำนวนร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตจะเพิ่มเป็น 103 สาขา จาก 69 สาขา +49 สาขา พื้นที่ขายจะเพิ่มเป็น 888,000 ตารางเมตร จาก 609,000 ตารางเมตร +46% และพื้นที่เช่าจะเพิ่มเป็น 585,000 ตารางเมตร จาก 435,000 ตารางเมตร +34%
สำหรับเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ BIGC มีแผนจะกู้ยืมเงินและไม่เพิ่มทุน
“
เราคาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาของ BIGC ต่อปีจะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท โดย 2,0003,000 ล้านบาท จะเป็นงบลงทุนต่อปีและการเข้าซื้อครั้งนี้จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีแรกประมาณ 5% และเกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์เต็มที่ในปีที่สามที่กำไรต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20%” นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต กล่าวอย่างไรก็ตาม กำไรที่ได้จากคาร์ฟูร์คงจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบรนด์ ที่จะส่งผลให้กำไรสุทธิของ BIGC ลดลงไปอย่างน้อย 5 ปี แต่จะส่งผลดีระยะยาวและเพิ่มราคาเป้าหมายจากส่วนลดกระแสเงินสด
สำหรับมูลค่าลงทุนในคาร์ฟูร์ คิดเป็นประมาณ 845 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งสูงกว่าการที่ BIGC ลงทุนเปิดสาขาเอง ซึ่งใช้เม็ดเงินสาขาละ 550 ล้านบาท สำหรับสาขาขนาดกลาง
ปัจจุบัน BIGC มีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net Cash) โดยหากมีการกู้ยืมเงินทั้งจำนวนจะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพิ่มเป็น 1.8 เท่า และมีดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 1,600 ล้านบาท/ปี
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินเบื้องต้นเมื่อรวมคาร์ฟูร์ยอดขายในปี 2554 จะสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และมีกำไรเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 25% เป็นประมาณ 3,4003,500 ล้านบาท (BIGC คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 5% ในปีหน้าและ 19.7% ในปี 2556) ราคาเหมาะสมจากวิธีคิดลดกระแสเงินสดปรับขึ้นเป็น 7882 บาท ราคาหุ้นจึงนับว่า เต็มมูลค่า แล้ว
ล่าสุด BIGC รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 3 ปี 2553 ที่ 590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก
ประการแรก แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงที่ 5.4% จาก 6.7% ในไตรมาส 3 ปี 2552 จากการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด แต่ได้ช่วยกระตุ้นยอดขายเติบโต โดยเฉพาะยอดขายในสาขาต่างจังหวัด
ประการที่สอง รายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นของค่าเช่าประจำปี
ประการที่สาม รายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จากรายได้การส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต และการบันทึกรายได้ชดเชยความเสียหายจากการหยุดชะงักทางธุรกิจจำนวน 87 ล้านบาท
ประการที่สี่ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงจากการกู้ยืมที่ลดลง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับในไตรมาส 2 ปี 2553 กำไรสุทธิลดลง 13.9% สาระสำคัญจากยอดขายลดลง ผลกระทบจากฤดูฝนทำให้ยอดขายในไตรมาส 3 เป็นช่วง low Season ของปี ด้านฐานะการเงินแข็งแกร่ง BIGC มีเงินสดมากกว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทำให้บริษัทมีสภาพคล่องสูงสนับสนุนการขยายธุรกิจในอนาคตโดยบริษัทคาดเปิดสาขาใหม่ได้ 34 แห่งในปี 2553 (เปิด 1 สาขา ในไตรมาส 2 และจะเปิด 23 สาขา ในไตรมาส 4)
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา มองว่าการซื้อกิจการคาร์ฟูร์อาจจะยังไม่ส่งผลให้กำไรของ BIGC เติบโตอย่างมีนัยสำคัญทันทีในปี 2554 เนื่องจาก BIGC อาจมีค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเกี่ยวกับการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อกิจการคาร์ฟูร์ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยคาดว่าการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จในราวต้นปี 2554
คาดว่าคาร์ฟูร์จะมียอดขายปี 2553 ราว 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นราว 40% ของประมาณการยอดขายของ BIGC ทำให้ยอดขายของ BIGC จะสามารถเติบโตก้าวกระโดดได้ในปี 2554
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2553 และปี 2554
ทั้งนี้ จะมีการประชุมนักวิเคราะห์กับ BIGC ในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนธุรกิจของ BIGC ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่นักวิเคราะห์ บล.แห่งนี้จะมีการปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานของ BIGC เพิ่มขึ้นตามมา
สำหรับประมาณการเดิมที่ไม่รวมการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2553 ที่ 3,200 ล้านบาท (+12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และประมาณการกำไรสุทธิปี 2554 ที่ 3,600 ล้านบาท (+11.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการปรับมุมมองการลงทุนของ BIGC จากเดิมแนะนำ
“เก็งกำไร” เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่จะปรับประมาณการผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และการปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานของ BIGC จากเดิมที่ 67 บาท (ก่อนการซื้อกิจการคาร์ฟูร์) อิงจากสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง ที่ 15 เท่าแต่ในระยะสั้น มองว่า BIGC อาจมีความเสี่ยงเรื่องราคา เนื่องจากราคาหุ้นของ BIGC ปรับเพิ่มขึ้นสูง 42% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน หลังจากแนะนำ
“เก็งกำไร” ในเดือน ส.ค. ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงาน และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ระดับหนึ่งแล้วบล.ฟาร์อีสท์ ให้ราคาเป้าหมายโดยประมาณการจากยอดขายและกำไรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการซื้อกิจการเทสโก้ในปี 2554 ในเบื้องต้น และให้ราคาเป้าหมายของ BIGC ไว้ที่ 90 บาท ยังแนะนำ
“ซื้อ”






