posttoday
ส่องอนาคตเอสเอ็มอี แหล่งเงินทุนยังเป็นปัญหาใหญ่

ส่องอนาคตเอสเอ็มอี แหล่งเงินทุนยังเป็นปัญหาใหญ่

17 พฤศจิกายน 2553

การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปีนี้ เรียกว่าสะบักสะบอมจากนานาปัญหาสารพัด ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง ภัยธรรมชาติ

กลุ่มที่เอาตัวรอดได้มาจนถึงวันนี้จึงจัดว่าแกร่งแบบสุดๆ และหลายรายก็หวังว่าปีหน้าอุปสรรคต่างๆ คงจะลดลงบ้าง เพื่อจะได้หายใจหายคอได้คล่องขึ้น แต่ดูเหมือนว่าผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจกลับเห็นตรงกันข้าม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศาสตราภิชาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลิกโอกาสเอสเอ็มอีไทยสร้างชาติ” ภายในงานสัมมนา “ทิศทางธุรกิจเอสเอ็มอีปี 2554” ว่า ขณะนี้เอสเอ็มอีของไทยยังก้าวไม่พ้นปัญหาด้านการเงิน เช่น ปัญหาเงินทุน สภาพคล่อง เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เพราะในทางปฏิบัติแล้วธนาคารยังปล่อยสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีไม่เพียงพอ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแหล่งเงินนอกระบบ หากเป็นอย่างนี้ต่อไป สุดท้ายก็จะล้มหายออกไปจากระบบ

นอกจากนี้ การสร้างผู้ประกอบการใหม่ จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ เงินทุน ธุรกิจที่เริ่มใหม่ถ้าจะล้มก็จะล้มในช่วงนี้ การเข้าไปดูแลผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาระนี้ถือเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปดูแล เพราะการส่งเสริมเอสเอ็มอีต้องมองผลในระยะยาวที่จะก่อให้เกิดการสร้างงานในอนาคต อย่ามองแค่ผลกำไรในระยะสั้น

การส่งเสริมเอสเอ็มอีในปัจจุบันยังมีหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ได้แก่ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่สร้างเอสเอ็มอีที่แท้จริง จุดนี้สะท้อนมาจากงบประมาณที่จัดสรรให้แต่ละหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเอสเอ็มอี แต่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้งบประมาณปี 2554 แค่ 41 ล้านบาท งบของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 500 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจ 500 ล้านบาท กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 800900 ล้านบาท และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพียง 600 ล้านบาท ซึ่งไม่มากพอที่จะผลักดันให้เอสเอ็มอีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีโดยตรง เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ ยังใช้หลักเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งๆ ที่สินเชื่อของเอสเอ็มอีแบงก์เป็นสินเชื่อนโยบาย จึงต้องปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ผ่อนคลายลง เข้าไปแนะนำ พัฒนาให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้ ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จึงจะหมดไป ซึ่งความสำเร็จของเอสเอ็มอีแบงก์ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ประกอบการใหม่ที่สร้างได้ ไม่ใช่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใช้นโยบายด้านการเงินและการคลังเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสร้างผู้ประกอบการ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน มาเป็นกลไกให้เงินไหลเข้าเอสเอ็มอี

นโยบายด้านการคลังต้องหามาตรการด้านภาษีเข้าดูแลมากขึ้น ต้องคิดแบบการให้สิทธิประโยชน์พิเศษของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย เป็นต้น

อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ คือ ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ ขณะนี้รัฐบาลไม่มีเจ้าภาพที่จะดูแลเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง มีแต่หน่วยงานย่อย ซึ่งไม่มีการเชื่อมโยงกัน บางครั้งก็ดำเนินการทับซ้อนกัน ส่งผลให้เอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือและแหล่งข้อมูลของรัฐ หากไม่เร่งปรับปรุงการบริหารจัดการ จะไม่สามารถพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีความสามารถพอที่จะแข่งขันในตลาดได้

หากมองไปถึงสถานการณ์เอสเอ็มอีในปีหน้าจะยิ่งพบว่ามีความผันผวนมาก ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง ต้องรวมตัวให้เกิดสภาเอสเอ็มอี ที่คล้ายกับสภาอุตสาหกรรมให้ได้ เพราะถ้าไม่รวมตัวกันจะไม่สามารถขับเคลื่อนและส่งเสียงให้สังคมรับทราบได้

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ในอนาคตสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องเจอและหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ซึ่งมีทั้งความได้เปรียบและเสียเปรียบ ตลาดจะเปิดกว้างมากขึ้น ความต้องการสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันก็จะทวีความรุนแรงตามไปด้วย หากเอสเอ็มอีไม่เร่งพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ปล่อยให้ต้นทุนสูงแซงหน้าคู่แข่งก็จะยิ่งเสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น

ที่ละเลยไม่ได้คือ ผู้ประกอบการต้องมีการบริการจัดการในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะในอนาคตความผันผวนจากค่าเงินยังคงมีมาก ซึ่งจะตามมาด้วยความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมตัวบริหารจัดการด้านการเงินให้ดี โดยการเตรียมสภาพคล่องสำรองไว้ จะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นมีข้อจำกัดมาก ต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบ อย่าปล่อยให้เงินทุนหมุนเวียนสะดุด

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปีนี้การขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอียังอยู่ในระดับที่ดี ดูได้จากอัตราการปล่อยสินเชื่อ โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีการปล่อยสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีไปแล้วจำนวน 1.4 แสนล้านบาท ขยายตัวขึ้นจากปีก่อน 46% มีธุรกิจที่เข้ามาขอรับสินเชื่อจำนวนมาก ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เกษตรแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์

ขณะที่ในปีหน้าทิศทางของธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนที่ต้องเฝ้าระวังไว้ไม่ประมาท เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจในต่างประเทศที่ยังมีความแน่นอนค่อนข้างสูง แม้กระทั่งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในแถบยุโรป อาจจะกระทบต่อกลุ่มธุรกิจที่เน้นการส่งออกบ้าง ผู้ประกอบการจึงควรหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น ขยายตลาดมายังกลุ่มประเทศในแถบอาเซียน หรือหันมาจับลูกค้าตลาดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจ

ตลอดจนปัญหาด้านความต้องการที่ไม่แน่นอนของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีจึงต้องสร้างแบรนด์ หาตลาดเฉพาะ และหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ภายใต้เงื่อนไขที่คุณภาพของสินค้าก็ต้องดี เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้ซื้อด้วย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน