posttoday
คาดธปท.ตึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่1.75%ถึงสิ้นปี

คาดธปท.ตึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่1.75%ถึงสิ้นปี

16 พฤศจิกายน 2553

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภาคาด ธปท.ตึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75%จนถึงสิ้นปี เหตุคุมเงินเฟ้อได้ในระดับที่น่าพอใจ ด้านมาตรการคุมเงินทุนดูแลค่าเงินบาทคงไม่ใช้ยาแรง หวั่นกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภาคาด ธปท.ตึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75%จนถึงสิ้นปี เหตุคุมเงินเฟ้อได้ในระดับที่น่าพอใจ ด้านมาตรการคุมเงินทุนดูแลค่าเงินบาทคงไม่ใช้ยาแรง หวั่นกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

นายวิทยา อินาลา รองประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าว หลังเข้าหารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท.ในวันนี้แล้ว คาดว่า ธปท.จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ น่าจะคงไว้ที่ระดับ 1.75% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพราะธปท.ไม่ห่วงเงินเฟ้อ หลังสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับน่าพอใจได้ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อในขณะนี้ก็ไม่ได้สูงนัก น่าจะสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ปีนี้คาดไว้ 7.3-8% และปีหน้าที่ 3-5% ตามกรอบที่ธปท.ประเมินไว้ได้

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในปีนี้น่าจะยังพึ่งการส่งออกอยู่ เพราะผู้ส่งออกได้ปรับตัวหันมากระจายการส่งออกไปในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เช่น จีน ที่มีการเติบโตสูง จากเดิมที่เคยพึ่งเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรรมหลัก(จี 3) เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มมีปัญหา  ดังนั้น ผลกระทบเรื่องค่าเงินจึงไม่ได้เป็นข้อเสียเปรียบมากนัก เพราะสกุลภูมิภาคแข็งค่าขึ้นหมดไม่ได้แข็งเฉพาะเงินบาทของไทย ที่สำคัญธปท.มีการเข้ามาดูแลและลดความผันผวนได้มากพอสมควร ไม่เช่นนั้นคงเห็นเงินบาทแระดับ 27-28 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ซึ่งการดูแลได้ระดับนี้ถือว่าน่าพอใจ

 “ตอนนี้เงินบาทเราแข็งค่าอยู่อันดับ 2 เมื่อเทียบกับสกุลในภูมิภาค แข็งรองจาก ญี่ปุ่น ส่วนมาเลเชียอยู่อันดับ 3 แต่โชคดีที่ผู้ส่งออกเราสามารถกระจายความเสี่ยงค้าขายไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนได้มากขึ้น ทำให้เราไม่ได้เสียเปรียบเรื่องค่าเงินมากนัก”นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนมาตรการการดูแลเงินทุนไหลเข้าลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่านั้น เท่าที่ฟังข้อมูลจากธปท.เชื่อว่า มาตรการตางๆเป็นเพียงการศึกษาไว้เท่านั้น ยังไม่มีการนำมาใช้แน่ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรง  ซึ่งทุกวันนี้ธปท.ก็จับตาดูปริมาณเงินเข้าอยู่แล้วรู้ว่าช่องไหนควรคุมหรือไม่ หรือในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ก็เชื่อว่า ธปท.จะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เพราะถ้าใช้ยาแรงไป ธปท.เองก็กลัวผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจภาพรวมเช่นกัน 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่