
ลดเป้าหุ้นไทยเหลือ 1,725 จุด
บล.กสิกรไทย คาด 12 เดือนข้างหน้า สงครามการค้ายังอึมครึม ส่งออกไทยอาจไม่โต เลวร้ายสุดคาดติดลบ 2 %
บล.กสิกรไทย คาด 12 เดือนข้างหน้า สงครามการค้ายังอึมครึม ส่งออกไทยอาจไม่โต เลวร้ายสุดคาดติดลบ 2 %
นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ และนายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนมิ.ย. ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,680 จุด แต่ระยะยาวยังกังวลเรื่องสงครามการค้า ส่งผลให้บริษัทฯปรับลดเป้าดัชนีหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้า เหลือ 1,725 จุด จากเดิม 1,750 จุด สะท้อนภาพรวมตลาดที่ยังอึมครึม
อย่างไรก็ดี ช่วงไตรมาส 3 คาดว่ามีโอกาสที่ดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,680 จุด ตอบรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งมองว่าจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สำหรับนโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลจะทำคือ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนโดยเฉพาะภาคเกษตรในกลุ่ม ยาง ปาล์ม ข้าว นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเข้าไปในบัตรสวัสดิการ มาตรการปรับค่าแรงขึ้นเป็นกว่า 400 บาทต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 320 บาทต่อวัน
รวมทั้งนโยบายเรื่องภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF ) ซึ่งมองว่าเป็นมาตรการเร่งด่วน เพราะจะสิ้นสุดมาตรการในสิ้นปี 2562 นี้ จึงคาดว่าจะเห็นข้อสรุปแนวทางออกมาในช่วงเดือนก.ย-ต.ค.นี้
ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ที่สามารถใช้กระตุ้นหรืออัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจได้ โดยมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่กรณีรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่มีส่วนต่างด้านจำนวน ส.ส. น้อยกวา 30 เสียงมีความเป็นไปได้มากสุด
ด้านปัญหาสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงในเชิงบวกระยะสั้นในการประชุม G20 ประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 28-29 มิ.ย. 2562 เพราะภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง และจะมีการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าท่าทีของสหรัฐฯ จะผ่อนคลายลง ซึ่งจะช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยได้อีกทาง
หากผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ประชุม G20 หากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯที่ 25 % มีผลถึงเดือนมิ.ย.นี้ คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 3.4 % ส่งออกขยายตัว 2.3 % แต่หากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯที่อัตรา 25 % ต่อการนำเข้าสินค้าจีน มูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ มีผลสิ้นปี จะกดดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวเหลือ 3.1 % และส่งออกอาจไม่เติบโต
กรณีสุดท้าย หากอัตราภาษีของสหรัฐฯ 25 % ต่อการนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ และยังคิดภาษีในอัตราเดียวกันกับการนำเข้าสินค้าจีนที่เหลือมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ จะกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.6 % และภาคการส่งออกติดลบ 2 %
พร้อมกันนี้ บล.กสิกรไทย มีหุ้นแนะนำสำหรับไตรมาส 3 ประกอบด้วยกลุ่มพาณิชย์ เช่น CPALL และ HMPRO รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ กลุ่มสินค้าเกษตร CPF หลังราคาเนื้อหมูครึ่งปีหลังสดใส เพราะมีโรคระบาดอหิวาห์แอฟริกาในสุกรที่เวียดนาม
กลุ่มรับเหมางานโยธา แนะนำ CK และ STEC จากการเร่งประมูลโครงการภาครัฐจากรัฐบาลชุดใหม่ กลุ่มปิโตรเคมี SCC จากการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นจากส่วนแบ่งกำไรสูงขึ้นจากธุรกิจนอกกลุ่มเคมีภัณฑ์ ต้นทุนแนฟทาถูกลง กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ BBL และ SCB จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญลดลง
กลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFFIF มีอายุสัยญาเหลือ 29 ปี รายได้มั่นคง ผันผวนต่ำ กลุ่มนิคมอตสาหกรรม AMATA รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และกลุ่มไอซีที ยกหุ้น TRUE โดดเด่นมากที่สุด รับประโยชน์การจัดสรรคลื่น 700 เมกะเฮิร์ต การขยายชำระคลื่น 900 เมกะเฮิร์ต







