
QE2 จบ...ถึง Queue ปรับพอร์ตการลงทุน
....สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่านผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ ระยะเวลาอีก 8 เดือนที่เม็ดเงินจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง หรือ QE2 จะเข้าสู่ตลาดการเงินและเศรษฐกิจนั้นจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือไม่ โดยหากไม่สำเร็จย่อมถือเป็นข่าวร้ายต่อตลาดหุ้น เพราะย่อมส่งผลเสียต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งนี้ สำนักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดน่าจะต้องเพิ่มวงเงินอีก โดยอาจถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนความเห็นโดยส่วนตัวผมเห็นว่าจากนี้ไปคงต้องติดตามมาตรการอื่นๆ ของเฟดที่ต้องออกมาควบคู่กับการอัดฉีดเงิน เพื่อให้ไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงให้ได้ ไม่เช่นนั้น QE2 ก็คงจะล้มเหลวแถมยังสร้างความเสี่ยงให้เกิดฟองสบู่ใหม่อีกต่างหาก
ทั้งนี้ หากศึกษาจากการทำ QE รอบแรก ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1.75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น พบว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่พุ่งไปที่การช่วยเหลือตลาดอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มีส่วนน้อยที่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วยประคองให้สถาบันการเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐทรงตัวอยู่ได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นเราอาจเห็น NPL และบ้านที่ถูกยึดมากกว่านี้
สำหรับในเรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ผมเห็นว่าในขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับพอร์ตการลงทุนใหม่เพื่อให้สะท้อนถึงแนวโน้มธุรกิจในปี 2554 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2553 โดยแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมัน และโรงกลั่น และแนะนำลดน้ำหนักการลงทุน (ไม่ได้ขายทั้งหมด) ในหุ้นที่เคยปรับตัวขึ้นมามากก่อนหน้านี้ ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวกับการส่งออก และกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการส่งออกจะชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากย่อมจะกระทบต่อการบริโภค
หากประเมินจากดัชนีราคาหุ้นกลุ่มพลังงานล่าสุด พบว่า เพิ่มขึ้น 33.5% นับจากต้นปี 2553 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่เพิ่มขึ้น 41.65% ในขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 43% นับตั้งแต่ต้นปี
ดังนั้น จึงประเมินว่าระยะสั้นหุ้นกลุ่มพลังงานยังคงสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 8% ในขณะที่ระยะยาวคาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นตาม SET Index คือ 1015% แต่แนะนำให้รอเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาอ่อนตัว เพราะธรรมชาติของหุ้นกลุ่มนี้จะมีความผันผวนพอสมควร ในแง่ของมูลค่าหุ้นโดยเฉลี่ยถือว่าไม่แพงหากเทียบกับตลาด โดย P/E ปี 25532554 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 เท่า และ 11.6 เท่า เทียบกับตลาดที่ 15 เท่า และ 12.6 เท่า
สำหรับปัจจัยหนุนในการลงทุนหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น ได้แก่ 1) แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 2554 ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์จากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับอุปสงค์ 2) แนวโน้ม Spread ของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ปรับตัวดีขึ้น 3) Crack Spread ที่กว้างขึ้นของผลิตภัณฑ์ Middle Distillates จะช่วยหนุนให้ค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่นดีขึ้น
กลุ่มบริษัท ปตท. (PTT Group) คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ย 77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ สู่ระดับเฉลี่ย 83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2554 และราคาน้ำมันจะยังคงมีความผันผวนอยู่ โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐาน ได้แก่ การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 7590 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่อาจจะมีโอกาสแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ หากมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเข้ามา และสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2554 สู่ระดับสูงสุดใหม่ แต่จะขยายตัวน้อยลงจากระดับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2553
ฝ่ายวิจัย SCBS คาดแนวโน้ม Spread ของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์จะดีขึ้น เนื่องจากภาวะอุปสงค์/อุปทานของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์จะปรับตัวดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มค่าการกลั่นนั้น ฝ่ายวิจัย SCBS คาดว่า Crack Spread ของน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินจะปรับตัวดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่างเช่น TOP ที่ผลิตภัณฑ์ Middle Distillates คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมดของ TOP
โดยสรุป แนะนำให้เพิ่มพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น เพื่อการลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า หุ้นเด่น ได้แก่ PTT บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR)
ทั้งหมดเป็นความเห็นของผมเองครับ







