posttoday
รักษ์ วรกิจโภคาทร ผ่าตัด‘บสย.’ต่อชีวิตเอสเอ็มอี

รักษ์ วรกิจโภคาทร ผ่าตัด‘บสย.’ต่อชีวิตเอสเอ็มอี

24 มีนาคม 2562

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่เป็นเสมือนผู้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีกำลังเพียงพอจะกู้เงินจากธนาคารให้ได้มีโอกาสมีเงินทุนเพื่อไปเริ่มต้นและหล่อเลี้ยงธุรกิจด้วยการเข้าไปค้ำประกันความเสี่ยงทางธุรกิจให้

แต่หลังจาก รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2561 ก็เริ่มที่จะมีแนวคิดปรับเปลี่ยนบทบาทของ บสย.ให้ขึ้นมาเป็นหน่วยงานทำงานในเชิงรุกและเป็นตัวเชื่อมระหว่างธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์เอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นผู้ที่มีสัดส่วนถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศ

รักษ์ กล่าวว่า แต่ละธนาคารจะมีความเป็นคู่แข่งกันในเรื่องของธุรกิจและเป้าหมาย แต่ บสย.ไม่ได้แข่งขันกับใคร เนื่องจากไม่ได้ให้เงินกู้โดยตรงแต่เราเป็นผู้ค้ำประกัน ต้องเอาภาพของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมต่อกัน วันนี้ พ.ร.บ.บสย.เปิดกว้างให้ค้ำประกันผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ใช่นิติบุคคลได้แล้ว เราก็เข้าไปช่วยคิดโครงการว่าเราควรจะทำอะไรร่วมกัน แล้วเข้าไปช่วยกันทำกับธนาคารที่เป็นเสมือนพี่ ส่วน บสย.เป็นน้องคนเล็กช่วยปิดความเสี่ยงให้

“ผมมองว่าการช่วยเหลือกันในเรื่องของความร่วมมือ วงเงินไมโครหรือจีพีเอสมันเหลือ ถ้าไม่คิดโครงการเข้ามา ผมต้องวิ่งเอาตัวเองไปขอร่วมกับโครงการพี่คนอื่น แต่จะดีกว่าไหม ถ้าวงเงินที่รัฐให้เรามา 1.5 แสนล้าน แต่เราคิดกลไกจัดการเอง แล้วไปร่วมกับพี่ๆ เขา ขอมีสิทธิมีเสียงในการออกผลิตภัณฑ์ร่วมกับคนอื่น จากเมื่อก่อนที่เราไม่มีสิทธิออกแบบ เมื่อก่อนพี่ๆ เขาออกโครงการอะไร เราก็วิ่งไปหาเขา ตอนนี้เราขอเป็นคนขับรถ ทำให้พี่เขาสบายขึ้น นั่งสบายเบาะหลัง เราช่วยขับ เริ่มต้นเขาอาจไม่ไว้ใจเราให้เราขับครึ่งทาง แต่ในความเป็นจริง องค์กร บสย.ต่างประเทศ เช่น โมเดลของญี่ปุ่น เกาหลี เราให้ขับจนถึงปลายทางเลย เขารู้สึกว่าเราขับปลอดภัยเงินไม่ไปไหน ถ้าสินเชื่อเจ๊ง บสย.จ่าย เงินพี่ไม่สูญ ภาพนี้ออกมาจะทำให้ไว้วางใจคนขับรถ เพราะเราต้องคิดรอบคอบแล้วเราถึงได้ทำ” กรรมการผู้จัดการ บสย. กล่าว

รักษ์ วรกิจโภคาทร ผ่าตัด‘บสย.’ต่อชีวิตเอสเอ็มอี

แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของโครงการปล่อยกู้ฮักแท็กซี่ ที่ได้ทำร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และโครงการฮักพี่วิน ที่ได้ทำร่วมกับธนาคารออมสิน เป็นการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบอาชีพขับแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

แต่กว่าจะเป็น 2 โครงการนี้ รักษ์ก็ต้องไปลงพื้นที่จริงแอบปลอมตัวไปเป็นผู้โดยสารรถสาธารณะอยู่พักใหญ่เพื่อที่จะศึกษาหาข้อมูลว่าวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนประกอบอาชีพอิสระเป็นอย่างไร เพื่อประเมินความเสี่ยง

“ผมมีความรู้สึกดีมากที่ได้ช่วยคนเล็กๆ เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถเดินเข้าไปในธนาคารและขอสินเชื่อ การที่เขามีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง และได้ทำอะไรดีๆ ให้ประเทศให้สังคม ให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ผมว่ามันเป็นอาหารใจ ได้เงิน ได้บุญ ได้ความภูมิใจ และอยากให้พนักงาน บสย.ทุกคนรู้สึกว่า ถ้าทุกวันเราตื่นมาทำงาน มีรายได้ที่ดี เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ เรามีพันธกิจที่ท้าทายและเห็นสิ่งที่เราทำมีผลกระทบต่อสังคม ทุกวันนี้เขามองไม่ออก ไม่สามารถจับต้องได้ ไม่สามารถผูกได้ว่า การค้ำประกันสินเชื่อมันกลายไปเป็นการอยู่ดีกินดีของเอสเอ็มอีไทย ของคนในโรงงานของเกษตรกรที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการเล็กๆ ของอาชีพอิสระ ต้องให้เป็นความเชื่อมโยง พนักงานจะมีความรักและภูมิใจในงานที่ทำ” รักษ์ กล่าว

นอกจากจะปรับบทบาทไปช่วยแบงก์รัฐพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เขายังเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและปรับกระบวนการทำงานของ บสย.ใหม่ ให้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกค้า มากกว่าที่ลูกค้าจะเข้ามาหา บสย.เพราะโดนธนาคารที่ไปขอกู้เงินบังคับให้ต้องมาซื้อประกันความเสี่ยงก่อนจึงจะให้เงินกู้

รักษ์ เห็นว่า “กลไกและขั้นตอนทางธุรกิจของ บสย.มันเพี้ยน จริงๆ แล้วที่อื่นทำไดเรกต์การันตี ลูกค้าควรจะได้วงเงินค้ำจาก บสย. แล้วคุณไปช็อปปิ้งเงินกู้กับธนาคาร ถ้าเขาเจอเราก่อน ความรู้สึกวันนั้นเขาจะไม่ตั้งคำถาม เพราะซื้อของที่จับต้องได้ ถือบัตรจากเราไปหาออมสินและเอสเอ็มอีแบงก์ ก็ได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพราะมีการค้ำประกันจากเรา ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป ทางกระทรวงการคลังหลายยุคพยายามทำให้ บสย.ไปถึงจุดนั้นมา 26 ปี แต่ก็ยังไม่เคยถึงเลย”

รักษ์ วรกิจโภคาทร ผ่าตัด‘บสย.’ต่อชีวิตเอสเอ็มอี

ดังนั้น ควรจะต้องเปลี่ยนเป็นให้ลูกค้าได้ค้ำประกันจาก บสย.ก่อน แล้วถือใบค้ำประกันไปหาแต่ละธนาคารเพื่อช็อปปิ้งดอกเบี้ย แบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยให้สิทธิประโยชน์ดีที่สุดก็ไปใช้บริการแบงก์นั้น ไม่ใช่ให้แบงก์กำหนดทุกอย่างโดยที่ลูกค้าไม่มีทางเลือกเลย ถ้าทำอย่างนี้ได้ความรู้สึกของลูกค้าจะเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่เปลี่ยนและยังอยู่กับแผนธุรกิจเดิม ก็จะมีแต่ช้ำกับช้ำ เพราะลูกค้าที่ไม่ดีธนาคารก็จะดัมพ์มาให้ บสย. แต่ถ้าลูกค้าดีเขาก็จะเก็บไว้เอง

รักษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา บสย.จะได้พบลูกค้าเป็นคนสุดท้าย เจอกันวันแรกลูกค้ามีวิกฤต วันที่เขาเป็นหนี้เสียแล้วธนาคารส่งมาให้แก้ไขปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งลูกค้ามีความรู้สึกที่แย่มาก ดังนั้นควรจะคิดกลับด้าน เราควรจะต้องพบลูกค้าก่อนธนาคาร เราจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามี บสย.แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร อย่าให้ลูกค้าคิดว่าถูกบังคับให้จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% แล้วไม่ได้อะไร พอจ่ายหนี้จบก็เลิกกัน เมื่อลูกค้าลืมตาอ้าปากได้ก็เลิกคบ บสย.

นอกจากนี้ เขาเห็นว่าการบ้านของที่ต้องทำมีหลายเรื่อง เขายกตัวอย่างว่า “เมื่อก่อนเราเป็นช่างตัดเสื้อ เราตัดเสื้อไซส์เดียวคือไซส์เอ็มให้ได้ คือเรามีผลิตภัณฑ์แบบนี้ แล้วบอกให้ทุกคนต้องยัดตัวเองไปในเสื้อไซส์เอ็มของเราให้ได้ คือเราคิดค่าธรรมเนียมอัตราเดียวตลอดอายุสัญญาคือ 1.75% แต่วันนี้เราจะตัดเสื้อใหม่ เราอาจจะทำเป็นขั้นบันได ปีแรกอาจจะคิดดอกเบี้ย 0.5% ปีที่ 2 คิดดอกเบี้ย 1% ปีที่ 4 อาจจะเป็น 2.5% เดิมเราคิดค่าธรรมเนียมแค่ 1.75% ทำไมจะต้องทำแบบเดิมๆ เราสามารถเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ”

เป้าหมายสูงสุดในการทำงานที่ บยส.นี้ รักษ์ตั้งใจจะทำให้ บสย.เป็นองค์กรที่ดีและเลี้ยงตัวเองได้ รวมทั้งเป็นองค์กรชั้นนำที่ใครๆ ก็อยากเข้าทำงานที่นี่ เหมือนหลายองค์กรที่กลายเป็นสถาบันอย่าง ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นคงจะต้องใช้พลังกายและพลังใจในการทำงานของคนใน บสย.ที่จะร่วมสู้ไปด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน