ลงทุนวิจัย1.5แสนล. ยอดพุ่ง36% เอกชนจัดหนักกลุ่มยานยนต์ อาหาร ปิโตรเคมี
สวทน.ปลื้ม ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาแตะ 1% ของจีดีพีในปี 2561 ทะลุเป้าหมาย เร่งปั้นบุคลากรรองรับ
สวทน.ปลื้ม ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาแตะ 1% ของจีดีพีในปี 2561 ทะลุเป้าหมาย เร่งปั้นบุคลากรรองรับ
นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจข้อมูลการวิจัยและพัฒนา ปี 2560 รอบปีสำรวจ 2561 มียอดการลงทุนในภาคส่วนวิจัยและพัฒนามีมูลค่าทั้งหมด 155,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อนหน้า แบ่งออกเป็นการลงทุนจากภาครัฐ จำนวน 31,201 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของการลงทุนทั้งหมด และการลงทุนจากภาคเอกชน จำนวน 123,942 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 50%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นภาคการผลิตที่มีการลงทุนมากที่สุด ด้วยมูลค่าการลงทุน 18,855 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและสนามทดสอบรถยนต์ ตามด้วยอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน 16,203 ล้านบาท และปิโตรเลียม จำนวน 11,721 ล้านบาท สำหรับในส่วนของภาคบริการ ธุรกิจด้านการเงินและประกันภัยมีการลงทุนมากที่สุด ด้วยมูลค่าการลงทุน 6,007 ล้านบาท จากการปรับปรุงบริการธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่และ การพัฒนาฟินเทค ส่วนกลุ่มบริการด้านอื่นๆ มีการลงทุน 4,724 ล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมามาก
ขณะที่ภาคค้าปลีกในปีนี้ กลุ่ม ที่มีการลงทุนวิจัยและพัฒนาสูงสุด คือ ห้าง ร้านสะดวกซื้อ และร้านของชำ โดยมีการลงทุน 10,192 ล้านบาท รองลงมา กลุ่มธุรกิจค้าส่ง ตัวแทนจำหน่าย มีการลงทุน 7,995 ล้านบาท จากการพัฒนากระบวนการผลิต ปรับปรุงห้องปฏิบัติการ จ้างบุคลากรด้านวิจัยเพิ่มขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของการทำนวัตกรรมของผู้ประกอบการ ในรอบปีสำรวจ 2561 พบว่ามีผู้ประกอบการนวัตกรรมประมาณร้อยละ 76 โดยลักษณะของการทำนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนไป เน้นการทำนวัตกรรมที่มีความยากและซับซ้อนมากขึ้น คือนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมกระบวนการ
"ถือว่าบรรลุเป้าหมาย 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ในปี 2564 พร้อมทะยานสู่เวทีโลกด้วยนวัตกรรมจากการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ด้วยการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เชิงลึกในสาขาที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ อาทิ ภาคส่วนด้านการเกษตร อาหาร และอวกาศ เป็นต้น" นายกิติพงค์ กล่าว
ทั้งนี้ สวทน.ได้ตั้งเป้าหมายให้การลงทุนในภาคส่วนวิจัยและพัฒนาและกิจกรรมนวัตกรรมมีจำนวนถึง 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภายในปี 2564 โดยคาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนจากเอกชนประมาณ 70% และกระตุ้นให้ภาครัฐมีการลงทุนให้มากขึ้นอย่างน้อย 30% และจะเร่งอัตราการเติบโตของการลงทุนวิจัยและพัฒนาให้ถึง 2% ของจีดีพีในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือราว 3.4 แสนล้านบาท/ปี
สำหรับปัจจัยบวกที่มีส่วนผลักดันการลงทุนในภาคส่วนวิจัยและพัฒนาว่าสาเหตุที่ทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนเป็นส่วนมาก เนื่องจากมีการเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ทำให้ยอดการลงทุนในส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงนโยบายต่างๆ ของ สวทน. ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีการดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรม การขยายเขตเศรษฐกิจนวัตกรรม เช่น เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และการขยายอุทยานวิทยาศาสตร์ใน 3 ภูมิภาค เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยตัวเลขจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ (FTE) ปี 2560 รอบปีสำรวจ 2561 มีจำนวนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 21 คน/ประชากร 1 หมื่นคน จากจำนวนบุคลากรทั้งหมด 138,644 คน แบ่งเป็นบุคลากรภาครัฐ จำนวน 52,301 คน และบุคลากรภาคเอกชน จำนวน 86,343 คน โดย สวทน.มีการวางแผนเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นเป็น 25 คน/ประชากร 1 หมื่นคน ภายในปี 2564 เพื่อให้บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภาคเอกชนมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูงในอีก 5 ปีข้างหน้า รวม 107,045 ตำแหน่ง


