posttoday
วิเคราะห์เลือกตั้ง 2562 แบบบ้านๆ (3)

วิเคราะห์เลือกตั้ง 2562 แบบบ้านๆ (3)

17 กุมภาพันธ์ 2562

หรือว่าสังคมไทยกำลังถูก “ปฏิวัติเงียบ” ?

หรือว่าสังคมไทยกำลังถูก “ปฏิวัติเงียบ” ?

กรณี “บิ๊กเซอร์ไพรส์” เมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลายคนมองว่านี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของประเทศไทย ที่ประเทศไทยสามารถแก้ไขวิกฤตในวันนั้นได้เรียบร้อยรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเชื่อมโยงไปถึงความ “มั่นคงแข็งแรง” ของระบอบการเมืองไทยในยุคต่อไป ที่คนไทยจำนวนมากต้องการ “ความสงบเรียบร้อย” ถึงขั้นที่มีกระแสการก่อตัวของความคิดเห็น “ไม่ต้องมีเลือกตั้งก็ได้” เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

กระแสความคิดที่ว่า “ไม่ต้องมีเลือกตั้งก็ได้” ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ทหารทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 นั้นแล้ว นั่นก็คือกระแสเบื่อนักการเมืองที่สร้างความเลวร้ายให้กับบ้านเมือง รวมถึงการเลือกตั้งที่นำมาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวาย ระบอบประชาธิปไตยที่มีการใช้เสรีภาพกันอย่างเละเทะ และความแตกแยกของสังคมไทยที่เกิดขึ้นภายใต้ระบอบการเมืองเช่นนั้นโดยนักการเมืองเหล่านั้น

กว่า 4 ปีภายใต้ “ระบอบ คสช.” หลายคนรู้สึกว่า “มั่นคงปลอดภัยดี” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกหลายๆ กลุ่มที่รู้สึกว่า “เราจะอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบทหารไปเช่นนี้เรื่อยๆ หรือ” ดังที่เกิดเป็นกระแส “อยากเลือกตั้ง”ซึ่งในที่สุดก็ขยายตัวเป็นกลุ่ม “ไม่เอาทหาร”ดังที่ปรากฏอยู่ในหลายๆ กิจกรรมทางสังคม ตั้งแต่การเลือกตั้งไปจนถึงกิจกรรมของนิสิตนักศึกษา แต่ยังไม่รวมถึงกระแสความคิดเช่นนี้ที่ “กระหึ่มอึงอล” อยู่ในสื่อเฉพาะกลุ่มผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอยู่อย่างมากเช่นกัน

นักวิเคราะห์ที่ชื่นชมทหารมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า “ระบอบประชาธิปไตยในกำกับ (ของทหาร)” น่าจะเป็นระบอบที่เหมาะสมกับสังคมไทยที่สุด นักวิเคราะห์กลุ่มนี้จึงเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เข้มงวดและจริงจังกับการ “จัดการ” นักการเมืองและกระบวนการทางการเมืองที่เลวร้าย ซึ่งผู้ที่จะทำเรื่องเช่นที่ว่านี้ได้ก็คือ “ทหาร” เท่านั้น ดังนั้นการสืบทอดอำนาจของทหารจึงไม่ได้ถูกขัดขวางจากผู้ที่มีความเชื่อเช่นนี้ ทั้งยังเห็นดีเห็นงามที่จะให้ทหารอยู่ในอำนาจไปนานๆ

สภาพการณ์ที่คนไทยบางส่วน “ยินยอม”ให้แก่ทหารเพื่อคงอยู่ในอำนาจ ในขณะที่คนไทยอีกส่วนหนึ่งก็ถูก “โซ่ตรวนและค้อนทางกฎหมาย” ข่มไว้ไม่ให้กล้าหือหรือลุกขึ้นต่อสู้ จึงทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเงียบที่เกิดขึ้นจากความยินยอมและความกลัว แต่หาใช่เป็นความสงบเงียบโดยธรรมชาติไม่ ซึ่งในอดีตสังคมไทยก็เคยเห็นชอบกับการปกครองโดยระบอบทหารมาแล้วหลายครั้ง แต่ถึงเวลาหนึ่งทหารที่เคยได้รับการยอมรับว่าดีเหล่านั้น ก็อาจจะมีการกระทำที่ผิดพลาด หรืออยู่นานจนผู้คนเบื่อหน่าย ที่สุดระบอบทหารก็เคยมีอันเป็นไปมาหลายครั้งแล้วเช่นกัน ในทำนองเดียวกันกับระบอบที่ปกครองโดยพรรคการเมืองและนักเลือกตั้ง ที่ก็มีทั้งดีและเลว ซึ่งประชาชนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งโดยการไปเลือกตั้งเปลี่ยนใหม่ หรือเดินขบวนขับไล่ให้ออกไป เพียงแต่ในกระบวนการที่ทำกับพรรคการเมืองและนักการเมืองดูจะมีอันตรายน้อยกว่า

ผู้เขียนก็คงจะเหมือนกันกับคนไทยจำนวนมากที่มีอายุมากว่ากึ่งศตวรรษ ผ่านการรัฐประหารและการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าระบอบทหารหรือระบอบนักเลือกตั้งอะไรที่ดีกว่ากัน แต่ในฐานะ “คนซอยสวนพลู” ที่มีปรมาจารย์ทางการเมืองไทยคือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สั่งสอนไว้ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งท่านยังหนุ่มและกำลังเรียนอยู่ในต่างประเทศ ในครั้งที่เกิดการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับปฏิกิริยาและความรู้สึกของคนหนุ่มสาวยุคนั้น (ที่รวมถึงท่านที่มีเชื้อเจ้าอยู่ด้วยนั้น) ก็คือ “ความดีใจ” ที่ “พวกเจ้า” ได้ถูกลดอำนาจลง ซึ่งปฏิกิริยาเรื่องความเบื่อเจ้าในยุคนั้นมีมากพอควร

แม้แต่ในกลุ่มชนชั้นสูง แต่เมื่อท่านกลับมาประเทศไทยและได้ทำงานแล้ว ท่านก็มาเจอว่าพวกคณะราษฎรหรือผู้ปกครองกลุ่มใหม่ยิ่งมีอำนาจน่ากลัวมากกว่า ซึ่งท่านเรียกว่า“เจ้าพวกใหม่” โดยเมื่อคณะราษฎรแตกแยกกันและเสื่อมอำนาจลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2จนเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ที่ให้มีการเลือกตั้ง ท่านก็ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย และทำงานการเมืองมาอีก 40 ปี จนวางมือในปี 2528 โดยที่ในบางยุคท่านก็เคยร่วมมือกับทหาร ร่วมเป็นรัฐบาลด้วย หรือในบางยุคที่ทหารทำรัฐประหารท่านก็มีทั้งเห็นด้วยและต่อต้าน แต่ความมุ่งหวังของท่านก็ยังเชื่อว่าการปกครองโดยการเลือกตั้งจากประชาชน หรือ “ประชาธิปไตย” เท่านั้น “เป็นการปกครองที่เลวน้อยที่สุด”

ข้อดีของระบอบประชาธิปไตยในความคิดเห็นของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็คือ “ความปลอดโปร่ง” คือไม่มีอำนาจใดมาบังคับกดขี่ การมีเสรีภาพ การเคารพกติกา และที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำใจนักกีฬา” โดยท่านบอกว่าคนอังกฤษที่เป็นแม่แบบของประชาธิปไตยที่ท่านได้ไปใช้ชีวิตตอนที่เป็นนักศึกษามาระยะหนึ่งนั้น ถือว่า “น้ำใจนักกีฬา” หรือ “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”นี่แหละคือ “หัวใจของระบอบประชาธิปไตย”โดยคนอังกฤษเปรียบเทียบว่า “ประชาธิปไตยก็เหมือนการชกมวย แม้จะต้อนคู่ต่อสู้ไปถลุงจนย่ำแย่คามุม แต่ก็ไม่มีการเอากันถึงตาย ต้องถอยออกมาจากมุมแล้วปล่อยให้คู่ต่อสู้ได้ออกมาสู้ได้อีก”

แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะดูเหมือนอยู่ในภาวะ “ถูกปฏิวัติเงียบ” ทั้งที่ด้วยความยินยอมและด้วยความเกรงกลัว แต่ก็หวังว่าผู้ปกครองท่านจะยังเมตตาคนไทย และให้โอกาสที่จะให้ระบอบประชาธิปไตย “ฟื้นตัว” ได้ตามสมควร สิ่งหนึ่งก็คือให้มีการต่อสู้กันอย่างเป็นธรรมโดยไม่ใช้อำนาจขัดขวางเอาเปรียบใดๆ

ก่อนอื่นก็ให้มีเลือกตั้งเสียก่อน อย่าได้มีอันเป็นไปอื่นใดเลย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน