posttoday

ไทยได้อานิสงส์ศึกการค้าโลก

06 กุมภาพันธ์ 2562

อังค์ถัดชี้ส่งออกไทยได้ประโยชน์เป็นอันดับ 12 ของโลก หากศึกภาษีสหรัฐ-จีนไม่จบ

อังค์ถัดชี้ส่งออกไทยได้ประโยชน์เป็นอันดับ 12 ของโลก หากศึกภาษีสหรัฐ-จีนไม่จบ

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผย รายงานประเมินผลดี-ผลเสียต่อการ ตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐอาจขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% กับสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.82 ล้านล้านบาท) ว่าจะทำให้หลายประเทศได้อานิสงส์ด้านการ ส่งออกแทน ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์มากสุดเป็นอันดับ 12 โดยจะมีปริมาณการค้า เพิ่มมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

รายงานระบุว่า การตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐกับจีนจะยิ่งทำให้ต่างประเทศได้ประโยชน์แทน โดยเฉพาะประเทศที่แข่งขันได้ดีกว่า และมีศักยภาพพร้อมแทนที่การผลิตของบริษัทอเมริกันและจีน โดยต่างชาติจะเข้ามาแทนที่ถึง 82% ในการส่งออกของจีนไปสหรัฐมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ โดยที่บริษัทจีนจะส่งออกได้เพียง 12% เท่านั้น ส่วนการส่งออก ของสหรัฐไปจีนมูลค่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น (ราว 2.65 ล้านล้านบาท) ต่างชาติจะได้ส่วนแบ่งไป 85% และบริษัทอเมริกันจะส่งออกได้เพียงไม่ถึง 10%

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) จะได้ประโยชน์มากที่สุดอันดับ 1 ซึ่งคาดว่าจะส่งออกเพิ่มได้ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.18 ล้านล้านบาท) โดยในจำนวนนี้เป็นการทดแทนส่งออกจีนไปตลาดสหรัฐถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) ส่วนเม็กซิโกตามมาในอันดับ 2 และญี่ปุ่นอยู่อันดับ 3 ส่วนในกลุ่มอาเซียนนั้นนำโดยเวียดนามใน อันดับที่ 10 ซึ่งจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น 5% ตามมาด้วยสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม นางพาเมลา โค้กฮามิลตัน หัวหน้าฝ่ายการค้าระหว่างประเทศของอังค์ถัด กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมนั้นจะส่งผล กระทบเชิงลบต่อการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกมากกว่า

นางพาเมลา กล่าวว่า สงครามการค้าตอบโต้กันระหว่างสหรัฐกับจีนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะส่งผล กระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยความน่ากังวลที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ความเสี่ยงของสงคราม การค้าอาจขยายวงไปเป็นสงครามค่าเงิน ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการชำระหนี้ในสกุลดอลลาร์

นอกจากนี้ อังค์ถัดยังระบุว่า สงครามการค้ายังอาจทำให้เกิดโดมิโน เอฟเฟกต์ออกไปนอกเหนือประเทศ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และกระทบต่อซัพพลายเชนเป็นวงกว้าง โดยคาดว่าซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยอาจทำให้มูลค่าของซัพพลายเชนในภูมิภาคนี้หดตัว 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5 ล้านล้านบาท)

ข่าวล่าสุด

SA ส่งร้าน PESTO บุกสุขุมวิท 31 ชูพาสต้าเส้นสดสูตรอิตาเลียน