
คลื่นความร้อนแผลงฤทธิ์
ปีเก่าผ่านเลยไป ก่อนหน้านี้เราเคยพูดกันถึง
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน ภาพ : เอพี
ปีเก่าผ่านเลยไป ก่อนหน้านี้เราเคยพูดกันถึง
เรื่องสิ่งแวดล้อมที่น่าจับตาตามที่องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic andAtmospheric Administration) และอีกหลายหน่วยงานเคยออกมาบอกว่า ปีนี้จะเป็นปีที่มีอากาศร้อนสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายพื้นที่จะถูกซ้ำเติมด้วยอากาศสุดขั้ว หมายถึง ถ้าพื้นที่ไหนร้อนก็จะร้อนจัดตามด้วยคลื่นความร้อน วิกฤตหมอกควัน พื้นที่ไหนหนาวก็หนาวจนทุกอย่างถูกแช่แข็ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนอดทนได้
ผ่านเพียงเดือนเดียว ก็เริ่มมีปรากฏการณ์ที่สอดคล้องกันให้เห็นเป็นข่าวแล้ว
ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย รายงานว่า หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดมากที่สุดติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดไฟป่าหลายแห่ง มีรายงานว่า สัตว์ป่าที่ไม่อาจจะปรับตัวสู้สภาพอากาศอันแสนหฤโหดพากันตายลงจำนวนมาก หลายพื้นที่อุณหภูมิเฉลี่ยทะลุ 42 องศาเซลเซียส ซึ่งประกอบด้วย รัฐนิวเซาท์เวลส์ บางส่วนของรัฐควีนส์แลนด์ เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และนอร์ทเธิร์น อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าคลื่นความร้อนที่บันทึกไว้เมื่อปี 2556 ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 39 องศาเซลเซียส
ต่อมาก็มีรายงานด้วยว่า คลื่นความร้อนใน 10 พื้นที่ถูกบันทึกว่า ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด เมืองโคบาร์ อุณหภูมิทะลุ 50 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเมืองในรอบ 80 ปี นับตั้งแต่ปี 2482
คณะนักชีววิทยามหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์เคยระบุว่า ช่วงปลายปีก่อน พบค้างคาวแม่ไก่ในเมืองแคนส์ ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ล้มตายกว่า 2.3 หมื่นตัว หลังอุณหภูมิสูงกว่า 42 องศาเซลเซียสต่อมาไม่นาน อากาศร้อนจัดในรัฐเซาท์เวลส์ ทำให้ปลานับล้านตัวลอยตายเกลื่อน แต่ความร้อนก็ไม่ได้หยุดลงแค่นั้นยังคงร้อนต่อไป ร้อนจนกระทั่งแม้แต่ม้าป่า ซึ่งเป็นสัตว์ที่แข็งแรงยังล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าบริเวณเมืองอลิซสปริงส์ รัฐนอร์ทเวสต์ พบม้าป่าตายเพราะขาดน้ำ และมีอีกจำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องการุณยฆาต เพราะมีอาการหนักเกินกว่าจะช่วยชีวิตได้
ร้อนจนโลกออนไลน์พากันแชร์ภาพหฤโหดต่อๆ กัน จนเราได้เห็นภาพสัตว์ที่มีชื่อเสียง อย่างโคอาลา หรือที่เรียกกันว่า “หมีโคอาลา” หรือ “หมีต้นไม้” ต้องนอนคุดคู้ทรมานจากความร้อน หรือภาพถนนลาดยางมะตอยละลายติดล้อรถ ร้อนจนไฟฟ้าดับในบางท้องที่ ส่งผลให้ต้องหยุดพักการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียนโอเพ่นชั่วคราวกันเลยทีเดียว
ปีที่แล้ว คลื่นความร้อนเคยอาละวาดแผลงฤทธิ์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลต้องประกาศเตือน ว่าอากาศร้อนทุบสถิติ มีผู้คนล้มตายอย่างต่อเนื่องที่เมืองนาโงยะของญี่ปุ่นพุ่งสูง 40.3 องศาเซลเซียส ทุบสถิติ 128 ปี และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 41.1 องศาเซลเซียส ที่เมืองคุมางายะ จังหวัดไซตามะ ขณะที่กรุงโซลของเกาหลีใต้ มีอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 111 ปี ที่ 39.6 องศาเซลเซียส มีคนเสียชีวิตเพราะสาเหตุเกี่ยวโยงกับอากาศร้อนอย่างน้อย 30 ราย กรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ ร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.8 องศาเซลเซียส
มีรายงานด้วยว่าคลื่นความร้อน ทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาเคปเนไคเซ ซึ่งสูงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ละลายหายไปประมาณ 4 เมตร ความร้อนทำให้ภูมิภาคนี้ปลาไนหายใจไม่ออกเพราะอุณหภูมิในน้ำสูงเกิน 27 องศาเซลเซียส รวมถึงส่งผลกระทบไปถึงพืชผลทางการเกษตรอีกด้วย
รวมถึงมีรายงานว่าที่โปแลนด์ ลิทัวเนีย และสวีเดน เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายในทะเลบอลติกเป็นพิษ รัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนหลีกเลี่ยงน่านน้ำที่พบเหตุดังกล่าว
คลื่นความร้อน หรือ Heat Wave เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ทำให้สภาพอากาศร้อนผิดปกติต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุณหภูมิที่สูงเกิน 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง และมีความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 80%
คลื่นความร้อน ทำให้เสี่ยงเป็นโรคลมแดด (Heatstroke) หรือโรคเพลียแดด (HeatExhaustion) ความร้อนนั้นสามารถบั่นทอนระบบเมตาโบลิซึมในร่างกาย โดยเฉพาะร่างกายของผู้สูงอายุให้ล้มเหลวได้ ซึ่งมีรายงานอีกด้วยว่าที่ญี่ปุ่นมีผู้ป่วยเป็นผู้สูงวัย ป่วยเป็นโรคลมแดด ต้องเข้ารับการรักษาหลายหมื่นราย
ข่าวเรื่องคลื่นความร้อนแผลงฤทธิ์ในออสเตรเลียตั้งแต่ต้นปี จึงกำลังเตือนให้เราทั้งหลายอย่าประมาทหน้าร้อนปีนี้และเร่งเตรียมแผน หามาตรการรับมือเสียตั้งแต่เนิ่นๆ







