
‘สงครามเบาหวาน’ ภารกิจสุดท้าทายอาเซียน
วิกฤตผู้ป่วย “โรคเบาหวาน” ที่นับวันแนวโน้มจะมีแต่เพิ่มขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
วิกฤตผู้ป่วย “โรคเบาหวาน” ที่นับวันแนวโน้มจะมีแต่เพิ่มขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ กำลังกลายเป็นฝันร้ายของหลายชาติในอาเซียน จนทำให้รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการเพื่อยับยั้งการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย ก่อนที่โรคร้ายนี้จะสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศ
สถานการณ์โรคเบาหวานในอาเซียนรุนแรงจนถึงขั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรราว 96 ล้านคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเท่ากับว่า ประชากรทุกๆ 1 ใน 14 คนของอาเซียนเป็นโรคเบาหวาน โดยส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือการมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ประเทศที่เศรษฐกิจมั่งคั่งมักจะมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานมากกว่าประเทศยากจน นั่นหมายความว่า แม้ว่าประเทศจะร่ำรวยเพียงใด แต่มาตรการของรัฐและระบบสาธารณสุขก็ยังคงไม่ดีพอที่จะควบคุมโรคเบาหวานได้ โดยประเทศที่มีผู้ป่วยเบาหวานสูงเป็นลำดับต้นๆ ในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มั่งคั่งมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกล่าวถึงสาเหตุของปัญหาว่ามาจากการที่ประเทศเหล่านี้เต็มไปด้วยอาหารแปรรูปและอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และขาดการให้ความรู้เบื้องต้นแก่ผู้ป่วย แม้ว่าในปัจจุบัน วงการแพทย์จะรู้วิธีรับมือกับโรคเบาหวานมากขึ้น แต่ภาครัฐก็ยังคงไม่สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับนโยบายด้านสุขภาพได้ดีพอ
“ปัญหาเรื่องโรคเบาหวานนั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนค่านิยมทางสังคมได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากค่านิยมยังไม่เปลี่ยน ระบบสาธารณสุขจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ลิมฉีฮัน นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังปัญญาปีนัง กล่าว
สิงคโปร์ก้าวนำการรับมือ
“สิงคโปร์” ถือเป็นผู้นำของอาเซียนในการต่อสู้กับโรคเบาหวาน ด้วยการใช้นโยบายเชิงรุกป้องกันการเกิดโรค โดยเมื่อปี 2017 นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ ได้ระบุให้โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนของชาติที่ต้องรีบแก้ไข และประกาศว่าจะทำสงครามกับโรคเบาหวานอย่างจริงจัง
จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่า ปัจจุบันชาวสิงคโปร์เป็นโรคเบาหวานกว่า 4.5 แสนราย จากประชากรทั้งหมด 5.8 ล้านราย โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนในอีก30 ปีข้างหน้า ซึ่งนั่นทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ต้องทุ่มงบต่อปีให้กับโรคนี้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท)
สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการในนโยบาย “ทำสงครามกับโรคเบาหวาน” ก็คือ การเพิ่มขีดความสามารถของคลินิกให้สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยได้ เน้นส่งเสริมการแบ่งปันความรู้เรื่องโรคเบาหวาน อัพเดทหลักสูตรด้านสุขภาพในโรงเรียนระดับประถม และล่าสุดคือ รัฐบาลกำลังพิจารณาการใช้ฉลากระบบไฟจราจรบนบรรจุภัณฑ์ ที่ระบุถึงอันดับของโภชนาการของอาหารนั้นๆ
นอกเหนือจากความพยายามของภาครัฐแล้ว องค์กรอื่นๆ ในสิงคโปร์ก็เร่งรับมือกับโรคนี้เช่นกัน โดยกลุ่มเอ็นจีโอ ไดอะบีทิส สิงคโปร์ (Diabetes Singapore) ได้จัดทำโครงการรถบัสที่ติดตั้งอุปกรณ์วินิจฉัยโรคเบาหวาน ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถไปหาหมอที่คลินิกใกล้บ้านและรับการตรวจคัดกรองโรค
เบาหวานได้บนรถนี้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล โดยมีผู้ป่วยที่ใช้บริการจากรถบัสนี้ราว 15 คน/วัน
ประเทศอื่นยังติดหล่ม
แม้ว่าการรับมือกับโรคเบาหวานในสิงคโปร์ดูเหมือนว่าจะไปได้สวย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ผู้ป่วยโรคเบาหวานใน “มาเลเซีย”นั้นมีมากกว่า 3 ล้านคน โดย ลิมกวนเอ็ง รัฐมนตรีคลังมาเลเซีย ระบุว่า รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณด้านสาธารณสุขให้กับโรคเบาหวานราว 16% และหนึ่งในสาเหตุที่คนมาเลเซียเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นคือ คนมาเลเซียชอบอยู่นิ่งและไม่ชอบการออกกำลังกายมากที่สุดในอาเซียน
เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ลิม เปิดเผยว่า รัฐบาลมาเลเซียอาจจัดเก็บภาษีสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เหมือนกับไทยที่ประกาศเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวานจัดในปี 2017 นอกจากนี้ก็กำลังพิจารณาให้ร้านอาหารทุกร้านปิดก่อนเวลาเที่ยงคืน และแบนโฆษณาอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
ขณะที่ “อินโดนีเซีย” มีประชากรที่เป็นโรคเบาหวานมากถึง 17 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะยังคงไม่มีมาตรการระดับชาติเพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม คาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะต้องสูญเสียเงินให้กับโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวานและโรคหัวใจ มากถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 89 ล้านล้านบาท) ในระหว่างปี 2012-2030 ซึ่งมากกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในปี 2014 ถึง 100 เท่า
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ ระบุว่า มีเพียง 47% ของผู้ป่วยเบาหวานในอินโดนีเซียที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในวัยทำงาน นั่นเท่ากับว่า วัยรุ่นอินโดนีเซียหลายล้านคนเป็นโรคเบาหวานโดยที่ไม่ได้รับการรักษา
“อัตราที่พุ่งสูงขึ้นของวัยทำงานที่เป็นโรคเรื้อรั้ง เช่น โรคเบาหวาน หมายความว่า พวกเขาอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งหากมาตรการด้านสาธารณสุขและระบบการดูแลสุขภาพยังไม่มีการปรับตัวที่เร็วพอ ไม่ใช่แค่ระบบดูแลสุขภาพเท่านั้นที่จะล่มสลาย แต่เราจะต้องสูญเสียแรงงานของเราไปก่อนวัยอันควรด้วย” เตียวยิกหยิง สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ซอว์ สวี ฮ็อก ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว







