2562 ปีทองลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย
รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้ปี2562 เป็นปีทองของการลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่สร้างไว้กำลังจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้ปี2562 เป็นปีทองของการลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่สร้างไว้กำลังจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
***********************************
โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดใจนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่มาจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในรูปแบบต่างๆ ที่ถือเป็น Ease of Doing Business ซึ่ง ที่ผ่านมารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วในหลายๆ ด้าน เช่น คมนาคมและโลจิสติกส์ กฎหมาย การออกสิทธิประโยชน์และผ่อนปรนกฎเกณฑ์สำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นต้น ขณะเดียวกันบรรยากาศการเมืองภายในประเทศ และการเมืองโลกยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนด้วยเช่นกัน
ในปี 2561 ที่ผ่านมา รัฐบาลมีเป้าหมาย การลงทุนที่ท้าทายหลายอย่าง เช่น การขับเคลื่อน 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) การกระตุ้นการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนระบบราง และยังตั้งเป้าหมายคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถึง 7.2 แสนล้านบาท โดยที่ผ่านมา พบว่า เม็ดเงินลงทุนในประเทศส่วนใหญ่มาจากในไทยเองทั้งส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยการลงทุนที่สำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ รองลงมาคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการร่วมทุนระหว่างไทยและต่างชาติ (จอยต์เวนเจอร์) ตามลำดับ แต่จะไปถึงระดับที่วางไว้หรือไม่นั้นยังคงต้องจับตาตัวเลขสรุปของปีที่ผ่านมาต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี 2562 รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้เป็นปีทองของการลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่รัฐบาลได้สร้างไว้นั้น ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคต่างๆ สิทธิประโยชน์ รวมถึงการกระตุ้น บรรยากาศให้เกิดความเชื่อมั่นในช่วงที่ผ่านมา กำลังจะส่งผลดีต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้
สำหรับปัจจัยหลักที่จะสนับสนุนให้ปีนี้เป็นปีทองของการลงทุน คือ การลงทุนในอีอีซี เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายการสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ที่เป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ได้แก่ โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 จะเห็นการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบในต้นปี 2562 เพราะจะมีการทยอยคัดเลือกผู้ชนะโครงการ และเริ่มลงนามว่าจ้างต้นปีหน้าครบทุกโครงการ เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเม็ดเงินจากการลงทุนนี้จากจุดนี้จะเข้าสู่ระบบแน่นอน
ขณะเดียวกันรัฐยังเตรียมดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบริษัท ปตท. พร้อมกับเตรียมขายซองขอบเขตร่างการประมูล (ทีโออาร์) พัฒนาโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) หรือดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า การลงทุนในปี 2562 มีแนวโน้มที่จะสดใสกว่าปี 2561 โดยเฉพาะการลงทุนในอีอีซีที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพราะในปีที่ผ่านมายังมีความล่าช้ากว่ากำหนดการเล็กน้อยในกระบวนการคัดเลือกผู้ชนะการประมูลโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในปี 2562 จะได้ผู้ชนะการประมูลแน่นอนตามกำหนดการ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นเอกชนให้ตามมาลงทุนอีกมาก
ทั้งนี้ การลงทุนของภาคเอกชนในปี 2562 มีโอกาสจะขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว โดยคาดว่าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลที่จะเชื่อมโยงกับทุกอุตสาหกรรม
ขณะที่อุตสาหกรรมดาวรุ่งในปี 2562 ยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้เปิดให้เอกชนขอส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริดแล้ว หลังจากนี้คาดว่าจะทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีเอกชนหลายรายสนใจจะเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมในอีอีซี อุตสาหกรรมการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตรที่จะเข้ามายกระดับการผลิต เป็นต้น
อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้หลายโครงการของรัฐบาล โดยเฉพาะอีอีซีมีความคืบหน้าอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเอกชน ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะขับเคลื่อนให้ปี 2562 เป็นปีทองของการลงทุนได้ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เอกชนหลายรายอาจจะรอดูท่าที ของรัฐบาลและการวางโครงสร้างพื้นฐาน แต่ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วทุกด้านทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมาย
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า ปี 2562 ปัจจัยบวกที่จะขับเคลื่อนดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ให้ขยายตัว ได้แก่ การเลือกตั้งที่จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่คาดว่าจะปรับตัวได้ดี รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะมีผลต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ที่จะมีต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะ ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการ สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะชะลอตัวจากปีที่ผ่านมา ประกอบกับเสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีความเปราะบาง และสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก ยังไม่มีเสถียรภาพว่าจะไปทิศทางไหน


