
ยานแม่จากกาแล็กซีอันไกลโพ้น (City Renewal 10)
เมื่อเดินเข้าสู่ประตูหน้าของศาลาว่าการกรุงโซลเราก็ปะทะกับม่านพลังเย็นที่รุนแรงมาก
โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
เมื่อเดินเข้าสู่ประตูหน้าของศาลาว่าการกรุงโซลเราก็ปะทะกับม่านพลังเย็นที่รุนแรงมาก ม่านกำแพงสีเขียวความสูงเท่ากับตึก 7 ชั้น เป็นพลังเย็นจากไม้ใบและไม้เลื้อยต่างๆ ของดาวโลก เช่น พลูด่าง โฮย่า และไม้มงคลอื่นๆ จำนวนถึง 6.5 หมื่นกระถางที่ปลูกในแนวตั้ง พลังสุริยะร้อนแรงจากภายนอกใดๆ ที่พุ่งเข้าประตูมาลดลงไปในพริบตาเมื่อเจอกับพลังเขียวนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างหยินกับหยาง ใช้ธรรมชาติสู้ธรรมชาติเพื่อให้เกิดสมดุลอย่างแท้จริง
“สวนแนวตั้งในอาคาร” ที่ตระหง่านเป็นหน้าด่านรับแขกอยู่ตรงประตูทางเข้าตึกศาลาว่าการกรุงโซลนี้ กินเนสบุ๊กบันทึกไว้ว่าเป็น “สวนแนวตั้ง (Vertical Garden) ในอาคาร” ที่สูงใหญ่ที่สุดในโลก ปกคลุมพื้นที่แนวตั้งถึง 1,516 ตารางเมตร วิธีปลูกก็ยากกว่าสวนแนวนอนมาก ใช้เวลาปลูกนานถึง 8 เดือนจึงสำเร็จ การปลูกต้นไม้เป็นกำบังเช่นนี้เป็นม่านกลที่แยบคายนัก เพราะนอกจากจะกั้นความร้อนแล้ว กำแพงสีเขียวก็ทำให้จิตใจของผู้ที่เดินเข้ามาเยือกเย็นลงได้ ใครที่กำลังจะมาร้องเรียนเรื่องเดือดร้อนใจ เห็นต้นไม้ก่อนก็พอคลายลงได้ แถมยังได้รับออกซิเจนเต็มปอดทำให้สดชื่นขึ้นค่ะ
ต้นไม้ 6 หมื่นกว่ากระถางนี้ให้ออกซิเจนแก่ผู้คนจำนวนนับหมื่นที่เข้ามาในตึกของแต่ละวัน นอกจากคนทำงานภายในแล้ว ก็มีทั้งชาวบ้านที่มาติดต่อราชการและนักท่องเที่ยวที่แวะมาชมเฉลี่ยวันละ 5,369 คน นอกจากนี้แนวต้นไม้ยังเป็นส่วนที่ช่วยให้ตึกใหม่ของศาลาว่าการกรุงโซลเป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานอันดับหนึ่งได้ พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในตึกนี้ราว 23.8% มาจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาและแนวต้นไม้ก็ช่วยประหยัดไฟฟ้าในฤดูร้อนให้อีก คนในศาลาว่าการกรุงโซลพยายามชี้ชวนให้ดูการประกอบแผ่นหลังคากระจกใสที่ล้ำยุค สอดประสานกับแผงพลังงานว่าเหมือน “ยานอวกาศมาจากกาแล็กซีอื่น” ปานนั้น...
เมื่อแหงนมองขึ้นไปถึงยอดบนสุดของสวนก็พบประติมากรรมที่รูปทรงประหลาดล้ำคล้ายพวงลูกโป่งแต่ก็ไม่ใช่ เดินขึ้นไปดูจึงเห็นว่าเป็นลูกแก้วขาวขนาดใหญ่ทรงกลมจำนวนหลายร้อยลูก มีท่อสีเงินระโยงระยางมาถึงพวงลูกแก้วนี้ เขาเรียกชื่อประติมากรรมนี้ว่า “Meta Epic : Seobeol” เป็นงานศิลป์ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของกรุงโซลกว่า 2,000 ปี ซึ่งประกอบไปด้วยความหมายสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ แสงแห่งความหวังของชาวโซล ตำนานของเมืองจากอดีตสู่ปัจจุบัน และชีวิตที่ทรงพลังดังพายุทอร์นาโดจินตนาการกว้างไกลเหลือเกิน
นอกจากนี้ พื้นที่ภายในศาลาว่าการกรุงโซลจัดแบ่งสัดส่วนได้ประเสริฐมาก คือ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้งานของทางราชการ 62% และพื้นที่ของประชาชน 38% ซึ่งทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ พื้นที่ของประชาชนนี้อยู่ที่ชั้นที่ 1 และ 2 เป็นสถานที่ให้ประชาชนทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนเมือง เช่น จัด
เวิร์กช็อปอบรม สัมมนา ตลอดไปจนถึงจัดพิธีแต่งงานที่ประหยัดและเรียบง่ายแต่ดูดี อนึ่งค่าเช่าสถานที่จัดพิธีแต่งงานในเกาหลีตลอดจนค่าของขวัญบ้านฉันบ้านเธอ และญาติๆ ทางบ่าวสาว สารพัดรวมเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เรียกว่าจัดงานแต่งงานหนึ่งครั้งเจ้าบ่าวก็เข็ดจนไม่อยากมีครั้งที่สองเลยค่ะ (ดีไป)ดังนั้นการให้จัดงานแต่งงานที่ศาลาว่าการซะเลย นับว่าเป็นไอเดียที่ดี ช่วยประหยัดเงินให้คู่ที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เยอะ ส่วนผู้ประกอบการที่อยากจัดอีเวนต์กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการค้า แสดงสินค้า หาตลาด คุยธุรกิจ ก็ยังสามารถมาเช่าพื้นที่ในราคาถูกแสนถูก ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการไปในตัว
จากตึกใหม่มีทางเดินเชื่อมไปสู่ตึกเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1926 ในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ตึกเก่านี้จึงมีหน้าตาที่ดูดีมีตระกูลมาก แม้ว่าจะเป็นความขมขื่นใจของคนเกาหลี แต่อาคารทรงฝรั่งสมัยโคโลเนียลนี้หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังได้ใช้งานเป็นศาลาว่าการกรุงโซลต่อมาอีกหลายสิบปี จึงสมควรอนุรักษ์เอาไว้ ตึกเก่านี้ปรับปรุงให้เป็น “หอสมุดกรุงโซล” ซึ่งสร้างเป็นโถงขนาดใหญ่ มีหนังสือราว 2.6 แสนเล่ม และใช้ระบบออนไลน์เชื่อมโยงเครือข่ายห้องสมุดในกรุงโซลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ถัดจากห้องสมุดมามีห้องใต้อาคารเก่าที่เปิดดินใต้ตึก โชว์โครงไม้ที่เป็นฐานรากใต้ดินของตึกด้วย เป็นของดั้งเดิมเห็นร่องรอยเทคโนโลยีก่อสร้างเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงจริง ให้เห็นของจริงแบบสดๆ ดูขลังและหากลงไปดูคนเดียวคงจะขนลุกดีพิลึก ด้วยว่าตอนที่ขุดดินทำฐานรากก่อสร้างตึกใหม่ข้างๆ ก็พบโครงกระดูกโบราณและอาวุธโบราณมากมายบริเวณนี้...บรื๊ยยย
ที่จริงในอดีตมีอาคารบัญชาการของผู้แทนจักรวรรดิญี่ปุ่นที่เป็นตึกทรงคล้ายกันผุดขึ้นมาบดบังหน้าพระราชวังคยองบ๊กที่ถูกญี่ปุ่นรื้อถอนออกไป หลังจากได้เอกราชคืนและสงครามเกาหลีสงบลง หลายปีต่อมารัฐบาลเกาหลีจึงได้รื้ออาคารอัปยศหลังนี้ลงเสีย เพื่อฟื้นฟูพระราชวังคยองบ๊กและขวัญกำลังใจของประชาชน การฟื้นฟูชาติเป็นเรื่องยากลำบากของรัฐบาลเกาหลีในยุคต้นๆ เพราะในภารกิจนั้น มีเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่อยู่ด้วย
เช่น ในเหตุการณ์ที่จักรพรรดิเกาหลีจะถูกบังคับให้ยอมรับสภาพในสนธิสัญญาขออยู่ภายใต้การคุ้มครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่กระทำอย่างพลการและละเมิดพระราชอำนาจขององค์จักรพรรดิเกาหลี โดยชาวเกาหลี 5 คน ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีของเกาหลี และนำไปสู่การถูกยึดครองประเทศอย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ทั้ง 5 คน ได้รับปูนบำเหน็จทั้งตำแหน่งและทรัพย์สินจากจักรวรรดิญี่ปุ่น หลังจากยึดประเทศเกาหลีได้แล้ว ภายหลังประวัติศาสตร์เกาหลีได้ขนานนามบุคคลกลุ่มนี้ ว่า “ผู้ทรยศชาติทั้ง 5” ที่ทำให้เกาหลีสูญเสียเอกราชต่อญี่ปุ่น และที่สำคัญเมื่อผิดจริง เกาหลีก็เอาจริง แม้เวลาผ่านไปเกือบร้อยปี ก็ยังมีวิธีการตามเช็กบิลกับลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาได้อีกแน่ค่ะ...
(อ่านต่อฉบับหน้า)







