
ถ้าอยากชนะเลือกตั้งในปีหน้านี้ (จบ)
“น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน...”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
“น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน...”
สงครามข่าวสาร (Information Operation) คือเครื่องมือที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ การต่อสู้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความสามารถในการ “ใช้ข่าวสาร” ได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน
ปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ในสงครามข่าวสารนี้ ก็คือ “ความเข้าใจในตัวผู้รับสาร” คือต้องเข้าใจว่าผู้รับสาร “อยากรู้อะไร” โดยใช้ “สถานการณ์” เป็นตัวควบคุม ทั้งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเอง และจากสถานการณ์ “ที่สร้างขึ้น” ถ้าในภาษาการเมือง ก็คือ “การสร้างกระแส” แล้วอาศัยกระแสนั้น “กระพือข่าวสาร”
ตัวอย่างหนึ่งของสงครามข่าวสารในการทำลายอำนาจรัฐ ก็คือ “การโฆษณาชวนเชื่อ” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่อาศัยสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐ “กดขี่” ประชาชน โดยการเป่าหูคนไทยที่ถูกข้าราชการกดขี่ มีความเหลื่อมล้ำในสังคม และไม่ได้รับความยุติธรรม ให้เข้ามาเป็นพวกและต่อสู้กับฝ่ายรัฐ ที่สุดฝ่ายรัฐก็สร้างกระแส “สวนกลับ” คือต้องเอาใจใส่ดูแลประชาชน อย่างเช่น นโยบายเงินผันในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปี 2518 โดยได้ทำสืบเนื่องมาถึงนโยบายการสร้างงานในชนบท สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พร้อมกับใช้นโยบาย 66/2523 สร้างความรู้สึกที่เป็นมิตร ที่สุดคอมมิวนิสต์ก็หมดไปจากป่า ทำนองเดียวกันกับรัฐบาลของอดีตนายกฯ นักโทษหนีคดี ที่ใช้นโยบายประชานิยม แยกคนในชนบทออกจากคนในเมือง ที่สามารถสร้างความรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ที่เอาใจใส่ประชาชนคนยากไร้ อย่างที่ไม่เคยมีใครทำให้มาก่อน จนสามารถ “มัดใจ” ประชาชนจำนวนมาก ให้ลุ่มหลงเชื่อถือมาจนทุกวันนี้
ทว่า ในปัจจุบันสงครามข่าวสารได้เปลี่ยนรูปแบบไปมาก ทั้งจากความสามารถในการใช้สื่อของพวก “หัวสมัยใหม่” และพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของสื่อ ที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะ “โซเชียลมีเดีย” ที่ส่งผลรวดเร็วและรุนแรง ภายใต้ “สังคมที่แบ่งแยก” คือประชาชนได้แบ่งเป็นพวกๆ และเลือกรับสื่อ “เฉพาะกลุ่ม” ยิ่งทำให้โซเชียลมีเดียมีอานุภาพยิ่ง เนื่องจากสามารถ “ฉีด” ข่าวสารต่างๆ ได้อย่าตรงจุด เข้าตรงกลุ่มเป้าหมาย และ “โดนใจ” ผู้รับข่าวสาร เช่น “กลุ่มคนรักลุงตู่” ก็จะเสพแต่ข่าวที่สรรเสริญผู้นำของเขา หรือ “พวกชังลุงตู่ (และ คสช.)” ก็จะเสพแต่ข่าวที่ทำลายล้างผู้นำนั้นอย่างไม่เปลี่ยนใจ
ในการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง การใช้สงครามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียจะมีความ “เข้มข้น” เป็นอย่างมาก ผู้ที่ชนะก็คือฝ่ายที่มี “พวก” มากกว่า ด้วยทฤษฎี “การเลือกรับฟังข่าวสารเฉพาะกลุ่ม” นั่นเอง จากภาพที่ปรากฏ ฝ่ายชังลุงตู่ดูจะมีเข้ามาเพิ่มมากขึ้นๆ เพราะพื้นฐานของพวกที่ชังลุงตู่ (ที่หมายถึงประชาชนที่เชียร์อดีตนายกฯ หนีคดี) นั้นมีมากกว่าอยู่ก่อนแล้ว แม้ว่าในช่วงที่มีการทำรัฐประหาร ประชาชนที่รักลุงตู่อาจจะมีจำนวนพอสมควร แต่จากการ “ทำตัวเอง” ของลุงตู่ ที่ทำ “เสียของ” ในหลายๆ เรื่อง รวมถึงบุคลิกภาพที่ “ไม่ค่อยน่ารัก” ร่วมกับการมาคบกับนักการเมือง “เน่าๆ” ที่ตนเองเคยดูหมิ่นเกลียดชัง (ดังที่เป็นเหตุผลหนึ่งในการยึดอำนาจ) ก็เริ่มทำให้คนรักลุงตู่เริ่มรวนเร ที่สุดของ “ความเอือมระอา” ที่มีต่อลุงตู่ ก็คือ “ความไม่แมน” สมกับที่เป็นชายชาติทหาร ที่ไม่กล้าแสดงถึง “อนาคตทางการเมือง” ของตัวเอง ทั้งที่อยากจะอยู่ในอำนาจนี้ต่อไป
แปลความง่ายๆ ก็คือ “จำนวนคนที่รักลุงตู่ลดลง” และในจำนวนคนที่เอือมลุงตู่นี้ก็มีจำนวนไม่น้อยที่กลายเป็น “ชังลุงตู่” ในขณะที่พวกชังลุงตู่เดิมก็มีคนมาเข้าเห็นด้วยมากขึ้น อย่างที่เราได้เห็นแล้วว่ากระแสของการเลือกตั้งในครั้งหน้า ได้ชูประเด็น “เลือกเราถ้าไม่เอาลุงตู่” คือมีการแบ่งข้างเพื่อการต่อสู้กับผู้นำคณะนี้อย่างชัดเจน ในขณะที่ฝ่ายรักลุงตู่ๆ ก็ออกมาเชียร์ให้ “ลุงตู่สู้ๆ” ซึ่งวิธีสู้ของฝ่ายนี้ที่มีคนแนะนำแก่ลุงตู่ ก็คือ “ลุงตู่ต้องลงมาสู้ด้วยตนเอง” เพื่อสร้างภาพของ “ความเป็นฮีโร่” ให้โดดเด่น เหมือนครั้งที่ทำรัฐประหารนั้น
“ข่าวล่ามาแรง” ในโซเชียลมีเดียที่ฝ่ายชังลุงตู่กำลัง “สร้างกระแส” ให้โหมกระพือขึ้นข่าวหนึ่ง ก็คือ “ลุงตู่อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง” โดย “ร่ำลือ” ว่า การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภากำลังมีปัญหา เพราะลุงตู่และ คสช.ไม่ได้มี “อำนาจเด็ดขาด” อย่างที่เชื่อกัน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาที่แม้ว่า คสช.จะเป็นผู้คัดเข้ามา แต่ก็จะหวังในความ “ซื่อตรง” ไม่ได้ทั้งหมด อาจจะมีการ “เปลี่ยนขั้ว” เหมือนวุฒิสภาในปี 2523 นั้นก็ได้ แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ สมาชิกวุฒิสภาชุดที่กำลังจะตั้งขึ้นนี้จะมี “ค่าตัว” แพงมาก เพราะพวกเขาจะมีอิทธิพลมหาศาล ทั้งในการเลือกตัวนายกฯ ตั้งรัฐบาล และ “ค้ำจุนบัลลังก์” ให้แก่ผู้ที่อยากมีอำนาจต่อไปนั้น รวมถึงการเปลี่ยนรัฐบาลและคณะผู้มีอำนาจ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2523
ถ้าจะให้วิเคราะห์อย่าง “ฟันธง” ก็อาจจะพอ “อ้อมแอ้ม” (เพราะผู้เขียนยังไม่ “ยิ่งใหญ่” พอที่จะทำให้คนเชื่อถือได้เช่นกัน) ได้ว่า “การเมืองของไทยนับตั้งแต่นี้จะมีปัญหามาก และจะมีปัญหามากที่สุดในช่วงหลังเลือกตั้ง ที่อาจจะถึงขึ้นต้องเลือกตั้งใหม่ หรือทำรัฐประหารอีกครั้ง”
ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้ดูการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองต่างๆ ที่คงไม่ทุ่มเทอย่างสุดตัว เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ “จะมีความเสี่ยงสุดๆ” ดังที่ได้กล่าวมา ตัวอย่างหนึ่งก็คือการที่มีอดีตนักการเมือง “ใหญ่ๆ” ไปเข้าด้วยกันกับพรรคที่รัฐบาลให้ตั้งขึ้นนั้นเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น แต่เพราะเขาอยากเอาเงินรัฐบาลมาใช้มากกว่า อย่างน้อยก็ไม่เสี่ยง และถ้าโชคดีก็จะมี “เบี้ยบ้ายรายทาง” ที่จะได้อีกมาก
โชคดีปีใหม่ครับลุงตู่และคนไทยร่วมชาติทั้งหลาย







