
เรื่องโบราณของ‘ศาลาว่าการกรุงโซล’ (City Renewal 8)
“มาดามอี” ในเสื้อแจ็กเกตสีแดงสดเดินเข้ามาทักทายคณะเยี่ยมชมศาลาว่าการกรุงโซลของเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส
โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
“มาดามอี” ในเสื้อแจ็กเกตสีแดงสดเดินเข้ามาทักทายคณะเยี่ยมชมศาลาว่าการกรุงโซลของเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส แจ็กเกตสีแดงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เห็นเด่นชัด และหากอยู่ในศาลาว่าการกรุงโซล ทุกคนจะทราบดีว่าผู้สวมใส่เป็น “มัคคุเทศก์จิตอาสา” มานำพานักท่องเที่ยวเข้าชมศาลาว่าการกรุงโซลได้ “ฟรี” โดยเปิดให้ทุกคนจองเวลาเยี่ยมชมศาลาว่าการกรุงโซลได้ ในโปรแกรมทัวร์ที่ชื่อว่า “ทง ทง ทัวร์-통통 투어”
มัคคุเทศก์จิตอาสาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมีทั้งคุณปู่และคุณย่า ซึ่งเป็นผู้มีเวลาว่างหลังเกษียณ หรือเมื่อลูกหลานโตไปหมดแล้ว และต้องการทำประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอน ท่านใดพูดภาษาต่างชาติได้ก็รับดูแลกลุ่มนักท่องเที่ยวภาษานั้น ซึ่งมีทั้ง ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น (ยังไม่มีภาษาไทย) ...
“มาดามอี” อยู่ในวัย 70+ แต่ท่านยังกระฉับกระเฉง พูดภาษาอังกฤษคล่องมาก ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุนี้ย่อมต้องเคยผ่านสงครามเกาหลีในวัยเด็กแน่นอน แสดงว่าครอบครัวเดิมของท่านจะต้องมีรากฐานที่มั่นคง มิเช่นนั้นก็คงจะพบความลำบากและไม่สามารถให้การศึกษาแก่บุตรหลานได้ดังเช่นคนเกาหลีอีกนับล้านคนในช่วงสงคราม...ปากไวเท่าความคิด เมื่อยิงคำถามไป มัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ที่ไม่เคยรับค่าจ้างจากศาลาว่าการกรุงโซลเลย ได้เปิดเผยว่า “ครอบครัวตระกูลอีของท่าน บรรพบุรุษสืบสาแหรกตระกูลจากเมืองชอนจู เป็นหนึ่งในสาขาของตระกูลอีที่ปกครองอาณาจักรโชซอนในอดีต”...สรุป คือ เป็นเชื้อเจ้าสายราชวงศ์โชซอนที่ล่มสลายไป
ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลี ครอบครัวของท่านอพยพโยกย้ายลงมาจากเมืองแกซอง เมืองหลวงเก่าแก่ในสมัยโคเรียว ซึ่งอยู่ทางเหนือ และบิดาท่านได้ทำงานอยู่ในสำนักงานภายในตึกศาลากลางเก่าของกรุงโซลที่เรากำลังจะเยี่ยมชมอยู่นี้ ดังนั้น ทุกซอกทุกมุมของตึกหลังเก่าเคยเป็นที่วิ่งเล่นของท่านมาก่อน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่านจึงมาเป็นจิตอาสา และยิ่งไปกว่านั้น ท่านเป็นผู้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่อยู่บริเวณรอบๆ ศาลากลาง อุปมาว่า หากใช้วงเวียนปักลงไปที่ศาลากลาง แล้วหมุนรอบ ท่านจะรู้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบรัศมี 3-4 กิโลเมตรมาตั้งแต่เด็กๆ และทราบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้าง!
ในบริเวณอาณาเขตของศาลาว่าการกรุงโซล มีทั้งความเก่าแก่และความทันสมัย ตึกเก่าที่เป็นศาลากลางมาแต่ดั้งเดิมนั้น ก่อสร้างเสร็จในปี 1928 ตามรูปทรงตึกในยุคเรอเนสซองซ์แบบฝรั่งที่หรูหราและใหญ่โต...ที่จริงตึกนี้อยู่ในชุดกลุ่มตึกที่สร้างโดยผู้ปกครองใหม่จากจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ล้มล้างราชวงศ์
โชซอนและปกครองเกาหลีอย่างสมบูรณ์ในช่วงปี 1910-1945 กลุ่มตึกเหล่านี้ก่อสร้างบนหัวใจของชาวเกาหลีซึ่งมีนัยของการลบล้างวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชนชาติเกาหลี โดยเริ่มต้นจากการรื้อถอนกลุ่มที่ประทับ พลับพลา ท้องพระโรงของ“พระราชวังคยองบก” พระราชฐานของกษัตริย์อาณาจักรโชซอนมายาวนานหลายร้อยปีออกไปกว่า 90% เพื่อก่อสร้าง “อาคารบัญชาการตัวแทนองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น” ที่ส่งมาปกครองเกาหลีซึ่งขณะนั้นได้ถูกเปลี่ยนสถานะจากประเทศเป็นมณฑลหนึ่งของญี่ปุ่น...(พระราชวังคยองบกที่พวกเราไปเที่ยวนั้น ได้ถูกก่อสร้างใหม่เกือบทั้งหมดตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมในภายหลัง)
ทั้งนี้ เพราะ “ระบบกรรมสิทธิ์ของที่ดินดั้งเดิมในเกาหลีหลังจากญี่ปุ่นเข้าครอบครองได้ถูกยกเลิก” กรรมสิทธิ์ที่ดินของพระราชวังทุกแห่งถูกโอนไปเป็นของผู้แทนองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น ที่ดินศาลาว่าการกรุงโซล รวมทั้งด้านหน้าที่มีลานจัตุรัสกว้างเลยไปถึงโรงแรมใหญ่รอบๆ นั้น เดิมเป็นเขตพระราชฐานของพระราชวัง “ด๊อกซูกุง” ก็ได้ถูกผู้ปกครองใหม่ตัดออกมาก่อสร้าง “ตึกที่ทำการปกครองเขตคยองซอง” (ก็คือตึกศาลาว่าการกรุงโซลหลังเก่าในปัจจุบัน) และสร้างจัตุรัส ถนน บางส่วนได้ขายให้เอกชนไปทำธุรกิจ เช่น“โรงแรมเวสต์ทินโชซอน” ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอาคารโบราณดั้งเดิมหลังเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่ของ “พระราชวังด๊อกซู” อยู่บริเวณหน้าโรงแรม...ผ่านไปดูได้ค่ะ
ที่ดินในส่วนอื่นๆ ทั่วประเทศนั้น ในระบบโบราณเป็นการครอบครองโดยวาจาหรือเป็นมรดกตกทอด ที่ของใครอยู่ตรงไหนชาวบ้านต่างเป็นพยานให้แก่กัน หลังจากญี่ปุ่นเข้าครอบครอง ได้ยึดถือเอาจุดบกพร่องนี้เป็นข้อได้เปรียบ ที่ดินตรงไหนไม่มีเอกสารสิทธิก็ยึดเอาหมด และถ่ายโอนไปเป็นของชาวญี่ปุ่นที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในเกาหลีราว 1.7 แสนคน ชาวไร่ชาวนาเกาหลีเจ้าของที่เดิมหากไม่มีเงินไปออกเอกสารสิทธิก่อนการยึด ก็เปลี่ยนสถานะจากเจ้าของที่กลายเป็นผู้เช่าที่ต้องแบ่งปันผลผลิต คือ ทำนาแล้วต้องแบ่งปันผลผลิตให้แก่เจ้าของใหม่ชาวญี่ปุ่นครึ่งหนึ่ง เหลือชาวเกาหลีจำนวนน้อยที่ไม่สูญเสียที่ดินไปเพราะมีเอกสารสิทธิของทางการซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษา มีอันจะกินเดิมอยู่แล้ว
หลังการเข้ายึดครองเกาหลี อัตราส่วนการครอบครองที่ดินของชาวญี่ปุ่นจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปีแรก 1910 ชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของที่ดินในเกาหลีราว 7-8% ของพื้นที่ พอมาปี 1916, 1920 และ 1932 อัตราครอบครองของชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็น 36.8, 39.8 และ 52.7% ของพื้นที่ ตามลำดับ...ด้วยเหตุนี้ ที่ดินในบริเวณย่านใจกลางกรุงโซลรอบๆ ศาลาว่าการ จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างรวดเร็ว...
(อ่านต่อฉบับหน้า)







