
โผท็อป10แอลทีเอฟ
แอลทีเอฟ ทำผลตอบแทนชนะตลาด ย้อนหลัง 7 ปี
แอลทีเอฟ ทำผลตอบแทนชนะตลาด ย้อนหลัง 7 ปี ทำได้ 10.77-13% ย้อนหลัง 1 ปี ทำได้ 3.71% ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทย 11 เดือนติดลบ 6.31%
ตลาดหุ้นไทยในรอบ 11 เดือน ให้ผลตอบแทนติดลบ 6.38% โดยดัชนีปิดวันที่ 30 พ.ย.ที่ระดับ 1,641.80 จุด ลดลง 111.91 จุด เทียบวันที่ 29 ธ.ค. 2560ปิดที่ 1,641.80 จุด
ขณะที่พบว่ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ให้ผลตอบแทนระยะยาวเป็นบวกทุกช่วงอายุ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี (สิ้นสุดวันที่ 30 พ.ย. 2561) 10 อันดับกองทุนที่ให้ผลตอบแทนอันดับ 1 อยู่ที่ 3.71% อันดับ 10 อยู่ที่ 1.10% ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี สูงสุดทำได้ 11.92% ส่วนอับดับที่ 10 ทำได้ 9.48%
ด้านผลการดำเนินงานย้อนหลัง 7 ปี พบว่า 10 อันดับแรกให้ผลตอบแทนระหว่าง 13.07-10.77% ต่อปี โดยกองทุนเปิด บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF) ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) ทำผลตอบแทนได้สูงสุด (ดูตารางประกอบ )
บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยพอร์ตการลงทุนของกองทุน CG-LTF มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีระบบธรรมาภิบาล หรือซีจีที่ดี ตามกรอบการจัดเกณฑ์บรรษัทภิบาลของหน่วยงานต่างๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ ทริส เรทติ้ง สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) เป็นต้น
ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายลงทุนในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดย ณ วันที่ 6 ธ.ค. 2561 มีมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย 57.28 บาท นอกจากนี้กองทุนได้รับการจัดอันดับที่ระดับ 4 ดาว ในกลุ่มกองทุนหุ้นทั่วไปจากมอร์นิ่งสตาร์
กลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่กองทุนดังกล่าวลงทุนมีดังนี้ พลังงานและสาธารณปูโภค 19.29% ธนาคาร 14.99% พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.49% พาณิชย์ 8.40% และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 7.82%
สำหรับหุ้นที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย บริษัท ปตท. (PTT) 6.34% ธนาคารกรุงเทพ 5.43% บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 4.63% บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) 4.39% และบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) 4.36% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2561)
ข้อมูลจาก บลจ.ยูโอบี ระบุว่า ผลการดำเนินงานกองทุน CG-LTF ตั้งแต่จัดตั้ง (วันที่ 27 ต.ค. 2547) ให้ผลตอบแทน 13.38% ต่อปี ชนะดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ให้ผลตอบแทน 7.24% ต่อปี
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระพัฒนสิน คาดว่าหุ้นไทยได้แรงหนุนจากเม็ดเงิน LTF ที่โดยปกติจะไหลเข้าลงทุนราว 3.1 หมื่นล้านบาท ในเดือน ธ.ค. หนุนตลาดปรับตัวขึ้นได้
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ รัฐสภาอังกฤษเตรียมพิจารณาร่างเบร็กซิตในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ หลังร่างดังกล่าวได้รับการอนุมัติกับทางสหภาพยุโรปไปแล้ว หากรัฐสภาอังกฤษลงมติอนุมัติแล้ว จะนำไปเข้าสู่กระบวนการร่างกฎหมาย ก่อนที่จะให้สหภาพยุโรปรับรองเป็นขั้นตอนสุดท้าย และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 19 ธ.ค.นี้
บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดว่า กนง.จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% สู่ระดับ 1.75% ในการประชุมครั้งนี้ หลังตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค.กลับมาฟื้นตัว และกำลังซื้อในประเทศยังเติบโตดี หนุนกลุ่มธนาคารนำตลาดขึ้นได้ ดังนั้นปัจจัยลบภายนอกที่เริ่มคลี่คลาย ผสานแรงหนุนภายใน ทั้งความชัดเจนทางการเมือง และมาตรการภาครัฐที่ต่อเนื่อง จึงเป็นจังหวะเหมาะสมในการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น จาก 75% สู่ 82.5%
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต เปิดเผยว่า บริษัทมีกองทุน LTF ดังนี้ กองทุน T-BigCap LTF ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพดี ทำให้กองทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เติบโตอย่างมั่นคง กองทุน T-LTFD มี
นโยบายจ่ายปันผล







