posttoday

หูฉลาม=เมนูบาป ทำลายท้องทะเล

02 ธันวาคม 2561

ว่ากันว่า ความรู้สึกหวาดกลัว และอาจถึงขั้นเกลียดชังฉลามนั้น เริ่มจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

โดย ธเนศน์ นุ่นมัน 

ว่ากันว่า ความรู้สึกหวาดกลัว และอาจถึงขั้นเกลียดชังฉลามนั้น เริ่มจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด สารพัดหนังที่มอบบทวายร้ายผนึกภาพอสุรกายให้ฉลามนั้นผ่านตาผู้คนมาตั้งแต่ปี 2018 เริ่มจากหนังดังเรื่อง จอว์ส (Jaws) ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในแต่ละปีมีคนถูกฉลามทำร้ายน้อยมาก สถิติจากฐานข้อมูลระดับโลกที่เรียกย่อๆ ว่า ไอแซฟ (International Shark Attack File : ISAF) ระบุว่า ค่าเฉลี่ยในแต่ละรอบปีทั่วโลกรวมกัน มีคนเสียชีวิตจากฉลามไม่ถึง 10 คน น้อยว่าการประสบโรคภัยอื่นอย่างเทียบกันไม่ติด

สิ่งที่พรากและฆ่าฉลามไปจากทะเล ไม่เพียงแต่มีสาเหตุมาจากความกลัวและเกลียดชัง หรือความคึกคะนองของนักตกปลาจำนวนหนึ่งที่ยังยึดถือความคิดเรื่องการแสดงความเป็นชายด้วยการล่าสัตว์ใหญ่อย่างฉลาม เพียงเพื่อจะได้ถ่ายภาพติดผนังบ้านไว้อวดเพื่อนคอเดียวกันเท่านั้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉลามจำนวนมากถูกฆ่าก็คือ อุตสาหกรรมอาหาร ความเชื่อเรื่องเมนูอาหารวิเศษบำรุงร่างกายมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ทำให้พวกมันถูกล่าเพื่อตัดเพียงครีบหรือที่เรียกกันว่า หูฉลาม มาปรุงเป็นอาหารที่มีราคาแพง จานหลักในช่วงงานเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลตรุษจีน งานแต่งงานในจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และอีกหลายประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ แม้แต่ในบ้านเรา

ปัจจุบันลูกหลานจีนรุ่นใหม่พยายามรณรงค์ต่อต้านเมนูนี้อย่างแข็งขัน แต่แม้จะมีการยืนยันจากนักโภชนาว่าเมนูอาหารวิเศษที่เชื่อกันนอกจากจะไม่เป็นจริง เพราะตรงบริเวณครีบฉลามก็มีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ไขมัน อย่างละเล็กอย่างละน้อย หรือมีคุณค่าทางอาหารเทียบได้กับไข่ไก่ฟองเดียว แต่ก็ดูเหมือนว่า ความพยายามในการล้างความเชื่อผิดๆ ที่สั่งสมมานานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ประเมินว่า ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ละปีมีฉลามราว 73 ล้านตัวถูกล่า เพียงเพื่อเอาครีบมาป้อนอุตสาหกรรมอาหาร

มีรายงานด้วยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยไมอามี สหรัฐอเมริกา เคยพบว่าในหูฉลามมีสารพิษบีต้า-เอ็น-เมธิลอะมิโน-แอล-อะลานีน และอีกหลายชนิดซึ่งพบในสาหร่ายสีน้ำเงินอมเขียว ที่ก่อพิษร้ายแรงต่อระบบประสาทของคน ทำให้เซลล์ประสาทเสื่อม เกิดโรคในระบบประสาทอย่างอัลไซเมอร์

หูฉลาม=เมนูบาป ทำลายท้องทะเล

ความเชื่อเดิมที่ว่ากันว่า ฉลามเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นมะเร็ง (ปัจจุบันมีการค้นพบว่าพวกมันก็เป็นมะเร็งได้) เมื่อกินพวกมันเข้าไปแล้ว จะกลายเป็นยาที่สามารถต้านทานมะเร็งได้ ความเชื่อนี้ถูกหักล้างไปแล้วหมดสิ้น ด้วยคำอธิบายที่พบว่า ฉลามเป็นสัตว์กินเนื้อ ยังชีพด้วยการกินปลาเล็กปลาน้อยในทะเล ที่มีแพลงก์ตอนและสาหร่าย ซึ่งเป็นแหล่งสะสมสารปรอท เมื่อปลาเล็กกินแพลงก์ตอนเข้าไป สารปรอทก็จะเข้าไปในอยู่ในตัวปลา และฉลามกินปลาเหล่านั้นเข้าไป สารปรอทมันก็จะย้ายเข้าไปสะสมในตัวฉลาม ซึ่งเคยมีการวัดปริมาณสารปรอทในสัตว์ทะเลแล้วปรากฏว่า ฉลามมีปริมาณการสะสมเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ที่อยู่อันดับแรกของห่วงโซ่อาหารในท้องทะเลและมีอายุขัยยาวนาน

มีรายงานด้วยว่า การผลิตหูฉลามนั้นมีการใช้โซดาไฟในการผลิต เพราะหูฉลามตากแห้งนั้นแข็งมาก จะกินได้ต้องนำไปต้มหรือตุ๋นเป็นเวลานาน ภัตตาคารบางแห่งจึงใช้โซดาไฟแช่ให้หูฉลามนิ่มลง หากเป็นจริง เมนูนี้ย่อมเสี่ยงต่อระบบย่อยอาหารของเราอย่างแน่นอน

ฉลามคือกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลของสัตว์ทะเล​ ด้วยสถานะนักล่าที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อาหาร ที่ทำหน้าที่กำจัดปลาที่เชื่องช้า ป่วย หรือหมดอายุขัย ช่วยคัดสรรสายพันธุ์ปลาอื่นๆ ให้แข็งแรง รักษาสมดุลประชากรปลากินพืชให้อยู่ในระดับพอเหมาะ ไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศของทะเล รวมถึงช่วยคุมพฤติกรรมและปริมาณของปลานักล่าอื่นๆ ในวงจรห่วงโซ่อาหารอีกด้วย

การอนุรักษ์ฉลาม ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่ายเหมือนการอนุรักษ์สัตว์เศรษฐกิจของท้องทะเลอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่วางไข่ได้คราวละมากๆ แค่กำหนดหรือจำกัดฤดูล่า จำนวนก็เพิ่มขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ฉลามนั้นเจริญเติบโตช้า กว่าจะอยู่รอดเติบโตจนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ต้องใช้เวลาหลายปี มีรายงานว่า ฉลามหัวบาตรใช้เวลานานกว่า 15-20 ปี จึงพร้อมผสมพันธุ์​และฉลามนั้นออกลูกคราวละไม่กี่ตัว ฉลามหัวบาตรออกลูกคราวละ 6-8 ตัว แต่ใช้เวลาตั้งท้อง 10-11 เดือน ยาวนานกว่าสัตว์อื่นๆ หรือกระทั่งคนเรา

หากท่านยังส่งเสริมเมนูหูฉลาม ก็แน่ใจได้เลยว่า ท่านไม่เพียงแต่กำลังส่งเสริมเมนูบาป แต่ยังมีส่วนในการทำลายระบบนิเวศของท้องทะเล ซึ่งทั่วโลกนับวันยิ่งอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง

ข่าวล่าสุด

"คลัง-สภาพัฒน์" เร่งทำฉากทัศน์ผลกระทบสงคราม จ่อถกเงินเฟ้อ 4 หน่วย