
พฤติกรรมสัตว์รวมฝูงกับการเมืองไทย
การรวมฝูงเป็นธรรมชาติของสัตว์หลายชนิด
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
การรวมฝูงเป็นธรรมชาติของสัตว์หลายชนิด
ผู้เขียนเคยอ่านสารคดีเรื่องการรวมฝูงของสัตว์ในหนังสือ National Geographic เมื่อหลายปีก่อน อธิบายว่า “การรวมฝูง” (Swarming) เป็นเรื่องของ “ความอยู่รอด” โดยเกิดขึ้นในพฤติกรรมของสัตว์ใน 3 เรื่อง คือ การช่วยกันหากินหรือล่าเหยื่อ การสืบพันธุ์ และการปกป้องคุ้มภัย ซึ่งผู้เขียนได้นำมาอภิปรายกับนักศึกษาในชั้นเรียนปริญญาโท เพื่อให้เปรียบเทียบกับพฤติกรรมทางการเมืองต่างๆ พบข้อสรุปเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเป็นพรรคการเมือง โดยเฉพาะกรณีของประเทศไทยว่า นอกจากจะเป็นการมารวมกันเพื่อความอยู่รอดยังเป็นการรวมกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและขยายอำนาจของกลุ่ม เพื่อเพิ่ม “พลานุภาพ” (Potential) ในการต่อรองเอาผลประโยชน์ต่างๆ (เปรียบได้กับการช่วยกันหากินหรือล่าเหยื่อ) การเจริญเติบโตของกลุ่ม (เปรียบได้กับการสืบพันธุ์) และสร้างอิทธิพลเครือข่าย (เปรียบได้กับการปกป้องคุ้มภัย) ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากการรวมฝูงของสัตว์ทั่วๆ
ไปแต่อย่างใด เพียงแต่สัตว์ทั่วๆ ไปทำไปโดย “สัญชาตญาณ” หรือ “ความจำเป็นตามธรรมชาติ” แต่นักการเมืองนั้นทำไปโดยมี “วัตถุประสงค์เพิ่มเติม” ที่เกินเลยกว่าความจำเป็น อย่างที่เรียกว่า “เกินเลยจากภาระหน้าที่” เช่น ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาความมั่งคั่ง หรือละเมิดกฎหมาย กระทั่งส่งผลร้ายต่อประเทศชาติและประชาชน
ขณะนี้ปรากฏการณ์ “การรวมฝูงทางการเมือง” ที่เป็นไปเพื่อเป้าหมายดังกล่าว กำลังมีให้เห็นอย่างเด่นชัด นั่นก็คือ “การรวมฝูงเป็นพรรคการเมือง” ที่บรรดานักการเมืองกำลัง “บินว่อน” เพื่อหาพรรคที่จะเข้าไปสังกัด ซึ่งทำให้เกิดประเด็นคำถามมากมาย เช่น มีบางท่านตั้งประเด็นถามว่า ทำไมการเลือกเข้าสังกัดพรรคจึงดูซับซ้อน โดยเฉพาะการที่มีนักการเมืองบางคนหวังจะเอาชนะในเขตเลือกตั้ง ก็พยายามที่จะไปเข้ากับพรรคของฝ่ายผู้มีอำนาจ เพื่อที่จะได้ให้ผู้มีอำนาจไปบีบ กกต.ให้แบ่งเขตเลือกตั้งให้เอื้อกับตนเอง ในขณะที่ฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้มีอำนาจก็พยายาม “แตกหน่อ” เพื่อกระจายผู้สมัครให้มีโอกาสที่จะได้ทั้ง สส.เขต กับ สส.บัญชีรายชื่อ ให้มากที่สุด รวมถึงที่มีบางท่านตั้งประเด็นถามว่า ทำไมอดีต สส.อาวุโสจึงหนีจากพรรคเก่าที่เคยสังกัด ไปอยู่พรรคใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้น หรือบางคนก็ยอมไปเป็น “ลูกน้อง” หรืออยู่ใต้การบริหารของ “เด็ก-คนรุ่นใหม่” จะไม่เป็นการลดศักดิ์ศรีหรือ หรือเพียงเพื่อหนีไปหลบภัยเพราะพรรคที่เคยสังกัดกำลังตกเป็นเป้าหมายของการยุบพรรค หรือว่ามีเรื่องขัดแย้งขัดใจกันในพรรคอย่างไร ฯลฯ
มองย้อนไปในประวัติศาสตร์ การรวมฝูงทางการเมืองของพรรคการเมืองไทยมีมาตั้งแต่ปี 2489 โน่นแล้ว ในตอนเริ่มต้นก็นึกว่าจะมีการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองในแบบที่ควรเป็น คือพอมีการเลือกตั้งก็มีการส่งผู้สมัครในนามพรรคการเมืองต่างๆ หลายพรรค โดยพรรคการเมืองที่จดทะเบียนเป็นพรรคแรกก็คือพรรคก้าวหน้าของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รวมแล้วในยุคแรกนี้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นเกือบยี่สิบพรรค แต่พอเลือกตั้งเข้ามาทุกพรรคกลายเป็น “เบี้ยหัวแหลกหัวแตก” คือไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก จึงต้องมา “รวมฝูง” กัน ปรากฏว่าพรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่ได้ สส.ค่อนข้างจะเป็นกลุ่มก้อน ร่วมกับพรรคเล็กพรรคน้อยอีกจำนวนหนึ่งสามารถรวมตัวกันได้ก่อน โดยสนับสนุน ปรีดี พนมยงค์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น ในขณะที่ฝ่ายทหารต้องที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องหลบหลีกออกจากเวทีการเมืองไปชั่วคราว เนื่องจากถูกขึ้นศาลอาชญากรสงคราม เพราะเป็นผู้เชิญญี่ปุ่นให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานทัพในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นอีกกลุ่มหนึ่งที่รวมถึงพรรคก้าวหน้าของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงรวมกันเป็นฝ่ายค้าน ตั้งเป็นพรรคอีกพรรคหนึ่งขึ้นใหม่ ชื่อว่า “พรรคประชาธิปัตย์”
พรรคการเมืองไทยที่เกิดขึ้นครั้งแรกจึงไม่ใช่พรรคที่เกิดขึ้นด้วยอุดมการณ์ แต่เกิดขึ้นด้วยการ “เชิดชูผู้นำ” เพื่อความยิ่งใหญ่ของกลุ่มตน มากกว่าที่จะหาแนวร่วมในการทำงานเพื่อประชาชน ทั้งนี้การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองไทยหลายๆ พรรคก็เกิดขึ้นในลักษณะดังกล่าวมายุคแล้วยุคเล่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีมนังคศิลาก็ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนจอมพล ป. ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 หรือพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจรที่ตั้งขึ้นเพื่อการสืบทอดอำนาจของทหารในยุคนั้น แม้การเลือกตั้งในปี 2512 จะได้เสียงข้างมากและได้เป็นรัฐบาล แต่ก็เอาสภาไม่อยู่ ที่สุดก็ต้องทำรัฐประหารล้มล้างสภาเสียในปลายปี 2514 กระทั่งนำมาสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญและเกิดเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516 ต่อมาก็คือพรรคสามัคคีธรรมในปี 2535 ที่ตั้งขึ้นสนับสนุนคณะ รสช. และเสนอชื่อให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเกิดการต่อต้านจากประชาชน และเกิดความรุนแรงขึ้นในเดือน พ.ค.ปีนั้น
แม้ในยุคที่เป็นประชาธิปไตย ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 พรรคไทยรักไทยก็ตั้งขึ้นเพื่อชู ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ แต่ก็นำหายนะมาสู่ประเทศชาติจนถึงทุกวันนี้ ในความแตกแยกของคนในชาติ แต่กระนั้นเราก็ยังต้องมาเจอกับพรรคการเมืองในปีนี้ ที่มี “กำเนิดคล้ายคลึงกัน” คือยังมุ่งเชิดชูผู้นำบางคนและการสืบทอดอำนาจของคนบางกลุ่ม จึงน่ากลัวว่า “ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย” อีกแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ก็ต้องรอดูการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. และการยุบพรรคการเมืองบางพรรค ที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่ากันว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อไม่ให้มีใครคิดนอกคอกนอกใจ
ระวังลิงจะเป็น “หมาหมู่” กลับมาขย้ำเจ้าของนะเออ







