posttoday
ยูโอบีเปิด‘ฟินแล็บ’ ติดอาวุธเอสเอ็มอีไทย

ยูโอบีเปิด‘ฟินแล็บ’ ติดอาวุธเอสเอ็มอีไทย

17 พฤศจิกายน 2561

ยูโอบีเปิดโครงการเดอะฟินแล็บติดอาวุธให้เอสเอ็มอีไทยก้าวสู่ยุค 4.0

โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์  

ยูโอบีเปิดโครงการเดอะฟินแล็บติดอาวุธให้เอสเอ็มอีไทยก้าวสู่ยุค 4.0 ด้วยการคัดสรรฟินเทคทั่วโลกกว่า 1,000 ราย จาก 48 ประเทศ จัดคอร์สติวเข้มเอสเอ็มอีไทย จับคู่ฟินเทคพัฒนาศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทยแข่งขันในเวทีอาเซียน

แจเน็ต ยัง Head Group Channels and Digitalisation กลุ่มธนาคารยูโอบี กล่าวว่า การที่ยูโอบีคัดเลือกเปิดเดอะ ฟินเทค โครงการ สมาร์ท บิซิเนส ทรานส์ฟอร์เมชั่น ให้กับประเทศไทยเป็นประเทศแรกต่อจากสิงคโปร์ เนื่องจากเห็นว่าเอสเอ็มอีไทยมีความพร้อม โดยพบว่ากว่า 70% มีความต้องการที่จะลงทุนด้านดิจิทัลเป็นอันดับแรก ในขณะเดียวกันไทยมีการเข้าถึงและการใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 100% รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่จะพัฒนาเป็นไทยแลนด์ 4.0

“ในโลกปัจจุบันดิจิทัลเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ทุกคนจะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ด้วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและฟันเฟืองเศรษฐกิจ ในฐานะของยูโอบีเป็นธนาคารก็ต้องช่วย
ผลักดันให้เอสเอ็มอีก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” แจเน็ต กล่าว

ทั้งนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่การใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีฐานผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 260 ล้านคน และคาดว่าจะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 480 ล้านคน ในปี 2020 มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัวเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568

ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นทางออนไลน์ของฟินแล็บ ระบุว่า 2 กลยุทธ์หลักที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่จะใช้การเติบโตธุรกิจ ระบุว่า 54% ของเอสเอ็มอีไทยจะให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ ในขณะที่ 51% จะเน้นการตลาดออนไลน์

ด้านการเพิ่มยอดขายและการสร้างความผูกพันกับกลุ่มลูกค้าที่นิยมใช้ คือการทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ 62% และการทำการตลาดดิจิทัล 61%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะให้ความสำคัญกับการใช้โซลูชั่นดิจิทัลต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการออนไลน์ แต่ยังคงมีความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่าย 67% และความซับซ้อน 44% ในการดำเนินงาน

เฟลิกซ์ ตัน กรรมการผู้จัดการโครงการ เดอะ ฟินแล็บ (The FinLab) กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคของเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านเงินทุน ขาดแคลนทรัพยากรบุคคล ปัญหาด้านบริหารจัดการ และการขาดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในธุรกิจ

เฟลิกซ์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการที่จะเพิ่มกำไรและลดต้นทุน และต้องการนำเทคโนโลยีมาแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน

ดังนั้น โครงการฟินแล็บจะเป็นการบ่มเพาะและเป็นพี่เลี้ยงที่จะช่วยเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการสามารถปรับโมเดลธุรกิจและโซลูชั่นดิจิทัลต่างๆ มาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการหลังบ้าน เช่น การบัญชี บริหารสต๊อกสินค้า และการบริหารจัดการด้านพนักงานและเงินเดือน

รวมถึงการแสวงหาลู่ทางโอกาสการทำการตลาดใหม่ๆ การเข้าถึงลูกค้า หรือการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นทุนการทำงาน หรือลดกระบวนการทำงาน เป็นต้น

เฟลิกซ์ กล่าวว่า ฟินแล็บมีเครือข่ายฟินเทคเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่จะเข้ามาแมตชิ่งให้ตรงกับความต้องการของเอสเอ็มอี

โดยที่ผ่านมาได้ทำโครงการนี้กับเอสเอ็มอีในสิงคโปร์ 11 ราย ถือว่าประสบความสำเร็จ เช่น COCO LOCO ที่ลูกชายมาสานต่อธุรกิจน้ำมะพร้าวของพ่อ ที่ต้องการขยายตลาดมากลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ที่รักษาสุขภาพ ก็มาจับคู่กับ Jumper.ai ซึ่งช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 5 เท่า

อีกหนึ่งตัวอย่าง ธุรกิจ eu holiday ที่ทำธุรกิจกรุ๊ปทัวร์ท่องเที่ยวที่กำลังเผชิญปัญหากระแสนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเองด้วยการจองผ่านออนไลน์ ซึ่งได้นำระบบ Novocall ซึ่งเป็นระบบที่จะตอบคำถามลูกค้าเกี่ยวกับการจองทัวร์และการท่องเที่ยว ซึ่งลูกค้าเพิ่มขึ้น 20% ภายใน 1 เดือน

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำโครงการในไทยจะมีการปรับโมเดลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้ฟินเทคไทยเข้าร่วมโครงการด้วย และหลังจากจบคอร์ส 3 เดือนแล้วยังไม่มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

เจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือข่ายสาขาและบริการ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า ธนาคารจะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และฟินแล็บเปิดโครงการ สมาร์ท บิซิเนส ทรานส์ฟอร์เมชั่น ให้กับเอสเอ็มอีไทย โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือน เม.ย. 2562 มีระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งจะมีการทำเวิร์กช็อป การรับคำปรึกษา และประชุมร่วมกับผู้บริหารด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้ออกแบบโซลูชั่นด้านดิจิทัล เพื่อให้เอสเอ็มอีเกิดความเข้าใจที่ดีในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ในการทำธุรกิจเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คุณสมบัติของเอสเอ็มอีที่จะเข้าโครงการ จะต้องเป็นเจ้าของเข้าร่วมโครงการที่มีความมุ่งมั่น เพราะจะต้องเข้าร่วมโครงการได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ มีผลประกอบการตั้งแต่ 25-1,000 ล้านบาท พร้อมมองหาโอกาสขยายกิจการสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่กำหนดอายุของคนจะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเน้นความมุ่งมั่นและทัศนคติ โดยจะคัดเลือกจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมุ่งเน้นพัฒนาประเทศให้เข้าสู่ประเทศไทย 4.0 เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบริการค้าปลีก คมนาคม ก่อสร้าง สื่อดิจิทัล พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค อสังหา ริมทรัพย์ สมาร์ทซิตี้ เกษตรกรรมและอาหาร เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม