posttoday
มีเลือกตั้ง เลือกแล้ว แล้วยังไง

มีเลือกตั้ง เลือกแล้ว แล้วยังไง

04 พฤศจิกายน 2561

การเลือกตั้งครั้งนี้คือการทดลองครั้งใหญ่

โดย ทวี สุรฤทธิกุล 

การเลือกตั้งครั้งนี้คือการทดลองครั้งใหญ่

ปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ขณะนี้ก็คือ “การเลื่อนไหล” ของนักการเมืองในการที่จะเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ หรือพรรคดังๆ ต่างก็กำลัง “วุ่นวาย” ในเรื่องนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับนักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งของจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้ทราบว่ากำลังมีการเดินสาย “ทาบทาม” โดยผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองหลายพรรค ไปตามนักการเมืองที่เป็นหลักๆ ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นอดีต สส. และผู้สมัครในพื้นที่ เป้าหมายก็คือ “การจัดวางตัวผู้สมัคร” และ “การสนับสนุนในการเลือกตั้ง” โดยที่พรรคการเมืองที่เข้ามาทาบทามจะมาขอทำ “พันธสัญญา” ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือ ทีมผู้สมัคร ว่าจะมีใครบ้าง หรือจะลงเดี่ยวเพียงเขตเดียว แล้วจะมีคะแนนที่ได้รับสักเท่าไร กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องการความสนับสนุนเท่าไร (หมายถึงจำนวนเงินที่จะใช้ในการเลือกตั้ง) หรือถ้าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้เอง จะมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน

ประเด็นนี้ถ้ามองกันเผินๆ หลายท่านก็อาจจะมองเห็นแค่ว่า “ก็เป็นอย่างนี้ในการเลือกตั้งทุกครั้ง” แต่สำหรับผู้เขียนเท่าที่ฟังจากอดีต สส.อาวุโสคนดังกล่าว กลับมองไปถึง “ความหนักใจ” ของนักการเมืองในพื้นที่อยู่ 2-3 เรื่อง

เรื่องแรก “ความไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปีหน้านี้หรือไม่”

เรื่องต่อมา “เลือกตั้งมาแล้วจะมีการจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ใครจะเป็นนายกฯ”

และเรื่องสุดท้าย “อายุสภาจะยั่งยืนไหม รัฐบาลจะอยู่รอดหรือเปล่า”

ในเรื่องแรกน่าจะเป็นปัญหาเพราะ “พฤติกรรมที่ผ่านมา” ของผู้ปกครองประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงชะลอการเลือกตั้งมาหลายครั้ง รวมถึงการตั้งเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นได้ว่า “บ้านเมืองจะต้องสงบ” ซึ่งขณะนี้ก็มีการปล่อยข่าวกันแล้วว่า ถ้าฝ่ายผู้มีอำนาจเห็นว่าจะไม่ได้เปรียบหรือมีชัยชนะในการเลือกตั้ง รวมถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก็อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ อันจะนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นการทุ่มเทเพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งก็อาจจะ “ไม่คุ้ม” รวมถึงการที่ “จะเลือกข้าง” ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ก็ดูจะ “เลือกยาก” เพราะไม่เห็นว่าฝ่ายใดจะชนะหรือมีอำนาจอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของตัวคนที่จะสมัครที่จะมีความไม่มั่นคงตามไปด้วย

ในเรื่องที่สอง มีความเชื่อกันทั่วไปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด หรือหากจะมีการ “รวมตัว” กันของพรรคการเมืองในแต่ละฝ่าย ก็น่าจะเป็นการรวมตัวกันแบบ “จับจด” คือไม่มีความมั่นคงแข็งแรง อันเป็นสภาพธรรมชาติของนักการเมืองและพรรคการเมืองไทย ดังนั้น การตั้งรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะการที่จะสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน รวมถึงปัญหาการจัดสรรตำแหน่ง และการที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ ร่วมกัน แม้ฝ่ายผู้ปกครองจะขุดหลุมนี้ไว้ในเรื่องของ “ยุทธศาสตร์ชาติ” แล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาทำงานจริงๆ ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการ “แย่งผลงาน” และ “ชิงดีชิงเด่น” ที่จะสร้างตัวตนให้มีความโดดเด่นของผู้ที่หวังอนาคตทางการเมืองในช่วงเวลาต่อไป โดยเฉพาะหากรัฐบาลล้มลงก็จะต้องมีทั้งคนที่ “กระโดดหนี” ปฏิเสธความผิดพลาด แล้วโยนความผิดให้กับคนอื่น

ทว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่าในเรื่องนี้ก็คือ“ใครจะได้เป็นนายกฯ” แม้จะมีความเชื่อว่าได้มีการวางตัวคนที่จะเป็นนายกฯ ไว้แล้ว นั่นก็คือนายกฯ คนที่กำลังเป็นอยู่ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ด้วยสภาพความไม่เด็ดขาดของคะแนนเสียงที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ที่สุดท่านก็อาจจะได้รับการโหวตให้เป็นนายกฯ จากคะแนนของทั้งสองสภา แต่การขึ้นเป็นนายกฯ ในสภาพนี้ก็ไม่ค่อยสง่างามนัก แล้วก็จะกลายเป็นข้ออ้างในการที่นำมาโจมตีนายกฯ โดยเฉพาะการที่ท่านตัดสินใจไม่ลงสมัครหรือสังกัดพรรคการเมืองใด แต่กลับ “ลอยมา” เสวยสุขในตำแหน่งนายกฯ ความเสื่อมศรัทธาในหมู่ประชาชนก็อาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ รวมทั้งที่จะมี “การทวงบุญคุณ” ทั้งจาก สส. และ สว. ในฝ่ายที่สนับสนุน อันจะนำไปสู่ภาวะ “ฤๅษีเลี้ยงลิง” แล้วก็ “อยู่ไม่ได้” อย่างที่นายกฯ ในอดีตหลายๆ คนเคยประสบมา

ในเรื่องสุดท้าย หลายคนเชื่อว่าอายุรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง “น่าจะ” มีอายุไม่ยืน เพราะปัญหาความปั่นป่วนทั้งในและนอกรัฐบาลดังที่กล่าวมา รวมถึงถ้าหากนายกฯ ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ถ้าเป็นคนที่พรรคการเมืองในฝ่ายที่กองทัพและวุฒิสภาให้การสนับสนุนเป็นผู้เสนอชื่อ ก็อาจจะได้คนที่มีบารมีไม่มากเท่า พล.อ.ประยุทธ์ เว้นแต่จะได้คนจาก “นอกสภา” ที่เคยมีบารมีมากๆ มาก่อนหน้านั้น รวมถึงคนที่กำลัง “เบ่งบารมี” ขึ้นมา ก็ยังจะต้องอาศัยเวลาเพื่อการพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นนายกฯ ที่ฝ่ายตรงกันข้ามกับกองทัพหรือวุฒิสภาสนับสนุน ก็น่าจะยิ่งสร้างปัญหาให้รัฐบาลมีอายุสั้นเร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ “การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้” โดยที่ได้มีการป่าวประกาศจาก “ฝ่ายที่ไม่เอาทหาร” ว่า ถ้าฝ่ายตนได้คะแนนเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎกติกา ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทย “ได้มาตรฐาน” ของความเป็นประชาธิปไตยก็ลองของกันไป แต่ขอให้มีเลือกตั้งจริงๆ เสียก่อนเถิด

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี