
มีเลือกตั้ง เลือกแล้ว แล้วยังไง
การเลือกตั้งครั้งนี้คือการทดลองครั้งใหญ่
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
การเลือกตั้งครั้งนี้คือการทดลองครั้งใหญ่
ปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ขณะนี้ก็คือ “การเลื่อนไหล” ของนักการเมืองในการที่จะเข้าไปสังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ หรือพรรคดังๆ ต่างก็กำลัง “วุ่นวาย” ในเรื่องนี้
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับนักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งของจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้ทราบว่ากำลังมีการเดินสาย “ทาบทาม” โดยผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองหลายพรรค ไปตามนักการเมืองที่เป็นหลักๆ ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นอดีต สส. และผู้สมัครในพื้นที่ เป้าหมายก็คือ “การจัดวางตัวผู้สมัคร” และ “การสนับสนุนในการเลือกตั้ง” โดยที่พรรคการเมืองที่เข้ามาทาบทามจะมาขอทำ “พันธสัญญา” ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือ ทีมผู้สมัคร ว่าจะมีใครบ้าง หรือจะลงเดี่ยวเพียงเขตเดียว แล้วจะมีคะแนนที่ได้รับสักเท่าไร กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องการความสนับสนุนเท่าไร (หมายถึงจำนวนเงินที่จะใช้ในการเลือกตั้ง) หรือถ้าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้เอง จะมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน
ประเด็นนี้ถ้ามองกันเผินๆ หลายท่านก็อาจจะมองเห็นแค่ว่า “ก็เป็นอย่างนี้ในการเลือกตั้งทุกครั้ง” แต่สำหรับผู้เขียนเท่าที่ฟังจากอดีต สส.อาวุโสคนดังกล่าว กลับมองไปถึง “ความหนักใจ” ของนักการเมืองในพื้นที่อยู่ 2-3 เรื่อง
เรื่องแรก “ความไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปีหน้านี้หรือไม่”
เรื่องต่อมา “เลือกตั้งมาแล้วจะมีการจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ใครจะเป็นนายกฯ”
และเรื่องสุดท้าย “อายุสภาจะยั่งยืนไหม รัฐบาลจะอยู่รอดหรือเปล่า”
ในเรื่องแรกน่าจะเป็นปัญหาเพราะ “พฤติกรรมที่ผ่านมา” ของผู้ปกครองประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงชะลอการเลือกตั้งมาหลายครั้ง รวมถึงการตั้งเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นได้ว่า “บ้านเมืองจะต้องสงบ” ซึ่งขณะนี้ก็มีการปล่อยข่าวกันแล้วว่า ถ้าฝ่ายผู้มีอำนาจเห็นว่าจะไม่ได้เปรียบหรือมีชัยชนะในการเลือกตั้ง รวมถึงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก็อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ อันจะนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นการทุ่มเทเพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งก็อาจจะ “ไม่คุ้ม” รวมถึงการที่ “จะเลือกข้าง” ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ก็ดูจะ “เลือกยาก” เพราะไม่เห็นว่าฝ่ายใดจะชนะหรือมีอำนาจอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของตัวคนที่จะสมัครที่จะมีความไม่มั่นคงตามไปด้วย
ในเรื่องที่สอง มีความเชื่อกันทั่วไปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด หรือหากจะมีการ “รวมตัว” กันของพรรคการเมืองในแต่ละฝ่าย ก็น่าจะเป็นการรวมตัวกันแบบ “จับจด” คือไม่มีความมั่นคงแข็งแรง อันเป็นสภาพธรรมชาติของนักการเมืองและพรรคการเมืองไทย ดังนั้น การตั้งรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะการที่จะสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน รวมถึงปัญหาการจัดสรรตำแหน่ง และการที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ ร่วมกัน แม้ฝ่ายผู้ปกครองจะขุดหลุมนี้ไว้ในเรื่องของ “ยุทธศาสตร์ชาติ” แล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาทำงานจริงๆ ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการ “แย่งผลงาน” และ “ชิงดีชิงเด่น” ที่จะสร้างตัวตนให้มีความโดดเด่นของผู้ที่หวังอนาคตทางการเมืองในช่วงเวลาต่อไป โดยเฉพาะหากรัฐบาลล้มลงก็จะต้องมีทั้งคนที่ “กระโดดหนี” ปฏิเสธความผิดพลาด แล้วโยนความผิดให้กับคนอื่น
ทว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่าในเรื่องนี้ก็คือ“ใครจะได้เป็นนายกฯ” แม้จะมีความเชื่อว่าได้มีการวางตัวคนที่จะเป็นนายกฯ ไว้แล้ว นั่นก็คือนายกฯ คนที่กำลังเป็นอยู่ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ด้วยสภาพความไม่เด็ดขาดของคะแนนเสียงที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ที่สุดท่านก็อาจจะได้รับการโหวตให้เป็นนายกฯ จากคะแนนของทั้งสองสภา แต่การขึ้นเป็นนายกฯ ในสภาพนี้ก็ไม่ค่อยสง่างามนัก แล้วก็จะกลายเป็นข้ออ้างในการที่นำมาโจมตีนายกฯ โดยเฉพาะการที่ท่านตัดสินใจไม่ลงสมัครหรือสังกัดพรรคการเมืองใด แต่กลับ “ลอยมา” เสวยสุขในตำแหน่งนายกฯ ความเสื่อมศรัทธาในหมู่ประชาชนก็อาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ รวมทั้งที่จะมี “การทวงบุญคุณ” ทั้งจาก สส. และ สว. ในฝ่ายที่สนับสนุน อันจะนำไปสู่ภาวะ “ฤๅษีเลี้ยงลิง” แล้วก็ “อยู่ไม่ได้” อย่างที่นายกฯ ในอดีตหลายๆ คนเคยประสบมา
ในเรื่องสุดท้าย หลายคนเชื่อว่าอายุรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง “น่าจะ” มีอายุไม่ยืน เพราะปัญหาความปั่นป่วนทั้งในและนอกรัฐบาลดังที่กล่าวมา รวมถึงถ้าหากนายกฯ ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ถ้าเป็นคนที่พรรคการเมืองในฝ่ายที่กองทัพและวุฒิสภาให้การสนับสนุนเป็นผู้เสนอชื่อ ก็อาจจะได้คนที่มีบารมีไม่มากเท่า พล.อ.ประยุทธ์ เว้นแต่จะได้คนจาก “นอกสภา” ที่เคยมีบารมีมากๆ มาก่อนหน้านั้น รวมถึงคนที่กำลัง “เบ่งบารมี” ขึ้นมา ก็ยังจะต้องอาศัยเวลาเพื่อการพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นนายกฯ ที่ฝ่ายตรงกันข้ามกับกองทัพหรือวุฒิสภาสนับสนุน ก็น่าจะยิ่งสร้างปัญหาให้รัฐบาลมีอายุสั้นเร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ “การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้” โดยที่ได้มีการป่าวประกาศจาก “ฝ่ายที่ไม่เอาทหาร” ว่า ถ้าฝ่ายตนได้คะแนนเข้ามาเป็นเสียงข้างมาก จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎกติกา ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทย “ได้มาตรฐาน” ของความเป็นประชาธิปไตยก็ลองของกันไป แต่ขอให้มีเลือกตั้งจริงๆ เสียก่อนเถิด







