posttoday
ขับเคลื่อนพลังงาน ยุคเปลี่ยนผ่าน

ขับเคลื่อนพลังงาน ยุคเปลี่ยนผ่าน

28 ตุลาคม 2561

ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานในช่วงเวลาที่น้ำมันมีราคาผันผวนเช่นในขณะนี้

โดย ดวงนภา ประเสริฐพงษ์  

ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานในช่วงเวลาที่น้ำมันมีราคาผันผวนเช่นในขณะนี้ อีกทั้งนโยบายทางการเมืองจากทุกประเทศทั่วโลกพร้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันขึ้นลงรวดเร็ว จนอาจกระทบต่อการบริหารจัดการต้นทุนทางพลังงานภายในประเทศได้

ย่อมเป็นความท้าทายสำหรับ “กุลิศ สมบัติศิริ” ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ลำดับที่ 8 โดยสิ่งสำคัญในการบริหารงาน คือการบริหารคนและการบริหารเงิน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ตลอดจนสร้างเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาวด้วย

“การข้ามสายงานจากกระทรวงการคลังมาที่กระทรวงพลังงานนั้น โชคดีที่ได้ดูในเรื่องการลงทุน เป็นเสมือน IB (Investment Banking) ภาครัฐ ดูในเรื่องแผนการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้เปรียบเมื่อมาอยู่ที่กระทรวงพลังงานคือ เรามีมุมมองของคนคลัง ในเรื่องวินัยการเงินการคลัง ในเรื่องการลงทุนสิ่งไหนคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า การทำงานให้โปร่งใส ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง โดยจะนำประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้” กุลิศ ระบุ

ขณะเดียวกัน ก็ยอมรับว่าข้อเสียเปรียบคือ เรื่องที่เป็นเทคนิคทางวิศวกรรมอาจจะลงรายละเอียดได้ไม่ลึก ทั้งเรื่องน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า ซึ่งจุดนี้จะใช้การบริหารเป็นหลัก เนื่องจากมี รมว.พลังงาน เป็นผู้กำหนดนโยบายอยู่แล้ว ปลัดกระทรวงมีหน้าที่นำนโยบายมาดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ ซึ่งต้องผลักดันในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ต้องพิจารณาว่านโยบายที่ได้รับมอบหมายมานั้นจะดำเนินการต่ออย่างไร มีอะไรติดขัดบ้าง เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ปลัดกระทรวงเพื่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกก่อนได้ข้อยุติ

สำหรับแผนงานแรกที่ต้องดำเนินการในฐานะปลัดกระทรวงพลังงานคือ การเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาล สนับสนุนค่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แก่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยมอบหมายกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ไปตรวจสอบกับกรมขนส่งทางบกว่า จำนวนมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีจำนวนเท่าไร เพื่อนำมาประสานข้อมูลกับจำนวนผู้ยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากนั้นจะไปหาผู้ประกอบการ มาตรา 7 หรือผู้ค้าน้ำมัน ที่จะเข้าร่วมช่วยเหลือมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ราคาลิตรละ 3 บาท ตลอดช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน

“หลังจากนั้นจะทำพรีเซนเทชั่นชักชวนผู้ค้า มาตรา 7 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทำรายละเอียด และสรุปรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเบื้องต้นจะมี ปตท.เข้าร่วม โดยกระบวนการทั้งหมดต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ปลัดที่ต้องติดตามความคืบหน้า จัดการแผนการดำเนินงานทั้งหมด ชักชวนผู้เข้าร่วมเดือนหน้า และสร้างกระบวนการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนจะประกาศเปิดตัวน่าจะประมาณ ธ.ค.นี้” กุลิศ ระบุ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการของกระทรวงพลังงานที่ต้องเร่งผลักดันคือ การขยายกลุ่มผู้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 จากปัจจุบันผู้ใช้หลักคือ กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกและเรือโดยสาร โดยจะขยายไปยังรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัท ขนส่ง (บขส.) เพื่อช่วยดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ในช่วงที่ปาล์มล้นตลาดและมีราคาตกต่ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม

กุลิศ กล่าวว่า ในส่วนของการบริหารมีแผนงานที่ทำคู่ขนานไปกับนโยบายของรัฐบาล คือการจัดทำแผนงานต่างๆ ให้บรรลุผล โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ประชุมหารือผู้บริหารกระทรวงพลังงานเพื่อจัดทำแผนเสนอของบประมาณปี 2563 ซึ่งต้องการนำโครงการทั้งหมดที่วางไว้จะเกิดขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า มาจัดทำพร้อมยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นตัวหลัก มองว่าในระยะ 20 ปีข้างหน้าอยากเห็นอะไร ระยะ 10 ปีอยากเห็นอะไร แต่ในระยะสั้นจะจัดทำเป็นแผน 5 ปีไว้ก่อน คือระหว่างปี 2562-2566 กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายอย่างไรบ้าง

“เรามีแผนหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งเรื่องที่เป็นแผนปฏิรูปพลังงาน ที่คณะกรรมการปฏิรูปพลังงานได้เสนอทั้งที่เป็นนโยบายต่างๆ ภายในปี 2562 เราจะเอาโครงการมาเรียงลำดับความสำคัญ จากนั้นจะไล่ไปจนถึงปี 2566 เมื่อครบ 5 ปีแล้วมาดูว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร เพื่อจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกัน มีแผนภาพรวมที่ชัดเจน เช่น แผนน้ำมันแผนก๊าซ แผนผลิตไฟฟ้า แผนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนว่าเป็นอย่างไรบ้าง 4 ตัวนี้ต้องสอดคล้องและต้องจัดไพรออริตี้ว่า อะไรต้องทำให้เสร็จปี 2562”กุลิศ ระบุ

ขณะเดียวกัน การอนุมัติโครงการของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง จะจัดไพรออริตี้ถึงเป้าหมายของการใช้เงิน ต้องการสนับสนุนอะไร และจัดแผนงบประมาณ แผนงาน แผนเงิน แผนคน ให้ไปด้วยกัน สอดคล้องกันภายใต้แผนภาพรวมหลัก

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (ดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี) ที่กำลังเป็นกระแสอยู่จะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นหลัก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะยึดเป็นเรื่องหลักในการทำงาน หลังจากนั้นจะทำแผนปฏิบัติการ ตั้งเป้าหมาย หาแนวทาง
ผลักดันการขยายให้เป็นโซลาร์ประชาชนให้มากที่สุด เมื่อคนมาใช้แล้วจะไปหาซื้อได้ที่ไหน ติดตั้งอย่างไร ระบบกักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์จี สตอเรจ) แบตเตอรี่กักเก็บ จะราคาถูกลงแค่ไหน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำกระบวนการให้ชัดเจน เพื่อตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ก่อนประกาศใช้ออกไป

ท้ายสุดในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่รัฐบาลกำลังให้การส่งเสริม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีน กลับมีการผลิตและใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ ถ้ามีรถอีวีเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมากจะทำอย่างไร โดยอาจผลักดันออกมาตรการ เช่น ส่งเสริมผู้ประกอบการมีการส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่แบตเตอรี่ที่เข้าอยู่ในไทยจะทำอย่างไร ทางกระทรวงพลังงานต้องดูด้วยในเรื่องชาร์เจอร์ต่างๆ ควรมีการใช้งานจำกัด เช่น 5 ปีหมดอายุจะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปในการนำแบตเตอรี่มาใช้ซ้ำ (รียูส) หรือหากทำไม่ได้จะมีแผนกำจัดอย่างไร เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่