
สรุปข่าวการเงินในรอบสัปดาห์
เหมือนมรสุมร้ายกระแทกเศรษฐกิจไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเศรษฐกิจไทยจะติดไข้จากค่าเงินบาทแข็งค่า ยังต้องเจอกับปัญหาอุทกภัยมาตอกซ้ำ
เหมือนมรสุมร้ายกระแทกเศรษฐกิจไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเศรษฐกิจไทยจะติดไข้จากค่าเงินบาทแข็งค่า ยังต้องเจอกับปัญหาอุทกภัยมาตอกซ้ำ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 9% ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจของไทยลดลงแล้ว 0.7% การประเมินดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานว่า การแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท จะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.3% และกระทบกับการส่งออก 0.4%
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจะยังเติบโต 77.5% แต่ในปี 2554 จะกระทบอย่างมากจนทำให้การขยายตัวหลุดจากเป้าหมาย 45% ได้
สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะกระทบต่อจีดีพีปีนี้ให้ลดลงราว 0.50.7% แต่ก็มองว่าการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี จะช่วยให้จีดีพีทั้งปี 2553 ยังจะเติบโตได้ 77.5%
ด้านธนาคารโลกปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2553 ขยายตัวที่ 7.5% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 6.1% เนื่องจากการส่งออกช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวเร็วเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และจีดีพีของไทยในปี 2554 จะขยายตัว 3.2%
ปัญหาค่าเงินบาทแข็งกับปัญหาเงินเฟ้อต้องใช้ยาคนละขนาน ในที่สุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ย 1.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังมองปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ระบุว่าวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของไทยยังเป็นขาขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป
กระทรวงการคลังไม่นิ่งดูดายปัญหาน้ำท่วม โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เรียกประชุมผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด 8 แห่ง เพื่อหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด่วน โดยได้สั่งการให้ธนาคารกรุงไทยเป็นโต้โผไปประสานกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เพื่อลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินให้ประชาชนในจังหวัดที่เกิดน้ำท่วมทันที
นางนงนุช เทียนไพฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศยกเลิกการคิดค่าธรรมเนียมโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้เปิดบัญชีเพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับลูกค้าที่โอนเงินไปให้ครอบครัวในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศของทางการ ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2553 จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งลูกค้าสามารถแจ้งความประสงค์เพื่อให้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินดังกล่าวที่สาขาของธนาคารกรุงไทยทุกแห่งทั่วประเทศกว่า 930 สาขา
ธนาคารออมสิน จัดให้พักหนี้น้ำท่วม ปล่อยกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำรายละ 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือถ้าประกอบกิจการธุรกิจร้านค้า ใช้สินเชื่อธุรกิจห้องแถว ให้กู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลบ 1.5%
กรมธนารักษ์ เว้นเก็บค่าเช่าที่ดิน ช่วยชาวบ้านโดนพิษน้ำท่วม ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แจกถุงยังชีพให้กับเกษตรกร และลูกค้าที่ได้รับความเสียหายมากกว่า 50% ของมูลค่าผลผลิตที่ทางธนาคารจะให้ความช่วยเหลือพิเศษด้วยการไม่คิดดอกเบี้ย และขยายเวลาการชำระหนี้ ทั้งให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูอาชีพในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และลดหย่อนหลักประกัน รวมทั้งพักชำระต้นเงินกู้ 50% ส่วนที่เหลือ 50% จะนำมาปรับโครงสร้างหนี้ชำระไม่เกิน 15 ปี
ด้านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จัดมาตรการลดดอกเบี้ยนานสุด 6 เดือน ขยายระยะเวลาผ่อนปรนการชำระหนี้ และยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงิน เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยจากน้ำท่วม
ในขณะที่สำนักงานประกันสังคม ผ่อนปรนให้นายจ้างเลื่อนการจ่ายเงินสมทบออกไป 4 เดือน และจัดสรรเงินปล่อยกู้ 1 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 2.5% คงที่ 5 ปี ให้ผู้ประกันตนกู้ไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
ข่าวดีคนมีเงิน คณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มวงเงินการให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็น 3 แสนบาท จากเดิมไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อสนับสนุนการออมไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ
ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ยังกำไรสวย ผลประกอบการในไตรมาส 3/2553 ของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่ง พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 30,241.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,360.95 ล้านบาท หรือ 21.55% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 24,881 ล้านบาท เพราะได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของสินเชื่อต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น
ด้านตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดวันศุกร์ที่ 992.24 จุด เพิ่มขึ้น 3.44 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 29,622 ล้านบาท
เรียกได้ว่าหักปากกาเซียน หลายโบรกเกอร์ที่คาดว่าสัปดาห์นี้หุ้นจะยืนพันจุดได้เมื่อวันพุธที่ 20ต.ค.ธนาคารกลางจีนช็อกตลาดโลกด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทุบตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระเนระนาด นำโดยดัชนีดาวโจนส์ดิ่ง 165 จุด หรือ 1.48% ราคาน้ำมันและราคาทองทรุด ฉุดตลาดหุ้นไทยตกใจทิ้งของ กดระหว่างวันร่วง หนักถึง 10.15 จุด ก่อนมีแรงซื้อ ในช่วงบ่ายเนื่องมาจากผลที่ประชุมกนง.ให้ตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% กระชากตลาดกลับมาปิด ติดลบเพียง 1.16 จุด ที่ระดับ 989.27 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายบางตา 26,619 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามดัชนีก็ทยอยแกว่งตัวเพิ่มขึ้นมา







