posttoday
ศึกษาให้ดีเรื่องภาษี อี-คอมเมิร์ซ

ศึกษาให้ดีเรื่องภาษี อี-คอมเมิร์ซ

12 กันยายน 2561

ผู้ที่ขายของออนไลน์ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใดๆ ก็ตาม “จำเป็นต้องเสียภาษี”

โดย..ศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด

การซื้อของออนไลน์ที่เติบโต สิ่งหนึ่งที่เอสเอ็มอีมักจะมองข้ามไปก็คือ “การจ่ายภาษี” ข้อกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการรายใดในไทยที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการ ให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ตาม มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ

  1. ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ “ต้องเสียภาษี” อันดับแรกเราต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ผู้ที่ขายของออนไลน์ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใดๆ ก็ตาม “จำเป็นต้องเสียภาษี” ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าในลักษณะอาชีพเสริม (มีเงินเดือนอยู่แล้ว)
  2. แล้วต้องเสียภาษีประเภทไหน การเสียภาษีจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ต้องดูว่าผู้ประกอบการมีรูปแบบธุรกิจ และรายได้อย่างไร โดยอันดับแรกมาดูเรื่องรูปแบบธุรกิจกันก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

ในส่วนของบุคคลธรรมดา คือ การที่ผู้ขายไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยรายได้จากการขายสินค้านี้ถือเป็นเงินได้จากการขายสินค้าและบริการ (เงินได้ประเภทที่ 8) ซึ่งจะคิดอัตราภาษีได้สองแบบ เพื่อหาว่าเราต้องจ่ายภาษีจาก
เงินได้ประเภทใด

  • กรณีแรก มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการเป็นรายได้หลัก (ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ) ต้องคิดแบบเงินได้สุทธิ (ภ.ง.ด.91) นั่นก็คือ รายได้-ค่าใช้จ่าย-ค่าลดหย่อน
  • กรณีที่สอง ถ้าหากเรามีงานประจำ รับเงินเดือนประจำอยู่แล้ว และยังมีรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1.2 แสนบาท (ต่อปีภาษี) ต้องคิดภาษี 2 แบบ คือ แบบแรกตาม ภ.ง.ด.91 โดยยื่นเป็นรายได้จากเงินเดือน

ส่วนเงินได้จากการขายสินค้าให้คิดตามแบบเงินได้พึงประเมิน (ภ.ง.ด.94) โดยให้นำเงินได้ (จากการขายสินค้า) ทั้งหมดคูณ 0.005 ถ้าตัวเลขภาษีออกมาไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าเกิน 5,000 บาท ให้มาเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภ.ง.ด.91) อีกครั้งหนึ่งว่า การคำนวณจากฐานรายได้แบบไหนต้องจ่ายภาษีสูงกว่ากัน ให้เลือกอันที่จ่ายสูงกว่า

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” จับมือ IEA เสริมเกราะพลังงานไทย เร่งพลังงานสะอาด ดันประเทศสู่ OECD

“อนุทิน” จับมือ IEA เสริมเกราะพลังงานไทย เร่งพลังงานสะอาด ดันประเทศสู่ OECD