
รู้-คิด-แรง เพื่อสร้างไอเดียสุดยอด...(14)
การที่จะสร้างนวัตกรรม หรือ Innovation
โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย
การที่จะสร้างนวัตกรรม หรือ Innovation ได้นั้น มันก็มีกระบวนการของมันและก็ไม่ใช่เรื่องยากซับซ้อนอะไร แต่เราเองต่างหากที่คิดให้มันยากและซับซ้อนเกินไป นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องมาจาก “ผลงานวิจัย 5 ปี มีห้องแล็บราคาร้อยล้าน” แต่อาจจะเป็นอะไรก็ได้ “ที่อาจบังเอิญมาอยู่ข้างๆ บ้านเรา ซึ่งไม่เคยมีใครสังเกตเห็น”
ก่อนที่จะพูดถึงนวัตกรรมมีคำหนึ่งที่ควรจะรู้จักเสียก่อนนั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ซึ่งมักจะได้ยินควบคู่กับคำว่า นวัตกรรมเสมอ...ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถในการคิดผลิตไอเดียใหม่ๆ เป็นเรื่องที่อยู่ระดับความคิด ตัวมันเองนั้นไม่ใช่นวัตกรรมแต่เราต้องการมันในการสร้างนวัตกรรม ต่อเมื่อเราเอามันมาสร้างเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ใช้งานได้จริง เป็นสินค้าและบริการใหม่ เมื่อนั้นจึงเกิดเป็นนวัตกรรม
ดังนั้น “นวัตกรรมคือสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาแล้วจากความคิดสร้างสรรค์” บ่อยครั้งที่เรามีไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ แต่ไม่ได้จริงจังกับมันจึงไม่เกิดนวัตกรรม อันนี้เป็นปัญหาของหลายองค์กรเลยก็ว่าได้ หลายองค์กรพยายามให้พนักงานออกไอเดียใหม่ๆ แต่หลายไอเดียไม่ได้ถูกนำมาขัดเกลาให้เป็นรูปธรรม บ่อยครั้งไอเดียต่างๆ ถูกปิดกั้นจากหัวหน้างานหรือผู้บริหารที่คิดว่า “ไอเดียนั้นช่างบ้าสิ้นดี ไม่น่าเป็นไปได้ หรือไม่ใช่แนวของบริษัทเรา” ด้วยเหตุนี้บางครั้งเราจึงจำเป็นต้องมี “ขบถ” อยู่ในองค์กรบ้าง ลองดูตัวอย่างสินค้าที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบันค่ะ ใครจะเชื่อว่าที่จริงแล้ว ความสำเร็จของ “สตาร์บัคส์” ส่วนหนึ่งนั้นมาจากพวก “ขบถ” ที่มีอยู่ในบริษัทนี่แหละ
ย้อนหลังกลับในช่วงปี 1990’s เป็นช่วงเวลาที่สตาร์บัคส์กำลังปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจใหม่ และเริ่มออกไปสู่ต่างประเทศ ธุรกิจยังมิได้มีความยิ่งใหญ่มากดังปัจจุบัน เรื่องมีอยู่ว่าเกิดมีพนักงานประจำสาขาหนึ่งในซานตาโมนิกา แคลิฟอเนียร์ ได้คิดสูตรเครื่องดื่มใหม่ออกมา และให้ผู้จัดการสาขาทำเรื่องขออนุมัติจากผู้บริหารในสำนักงานใหญ่เพื่อผลิตเครื่องดื่มสูตรนี้ออกจำหน่ายในร้านได้ ซึ่งหมายถึงทุกร้านของสตาร์บัคส์จะมีเครื่องดื่มสูตรเดียวกันนี้ขาย (แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องเป็นราวก่อน คือ à) ก็ถูกสำนักงานใหญ่ปฏิเสธ
ทว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะไม่หยุดคิด... ในเวลาต่อมา พนักงานในสาขาเดียวกันนี้เอง ก็ได้คิดสูตรเครื่องดื่มขึ้นมาใหม่อีก คราวนี้ผู้จัดการสาขา จึงได้สั่งพนักงานให้เงียบๆ ไว้ไม่ต้องกระโตกกระตากไปแจ้งสำนักงานใหญ่ แต่ทำเครื่องดื่มใหม่นี้ขายให้แก่ลูกค้าท้องถิ่น เฉพาะสาขาซานตาโมนิกา นี่แหละ...และแล้วเจ้าเครื่องดื่มสูตรใหม่ที่ว่านี้ ที่พวกเรารู้จักกันดีในชื่อว่า “Frappuccino” ออริจินัลของสตาร์บัคส์ก็กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตและเป็นตัวหนึ่งที่ทำกำไรให้สตาร์บัคส์มากที่สุดทั่วโลก
สตาร์บัคส์อาจจะไม่ได้ขยายตัวเร็วขนาดนี้ และไม่ได้มีเครื่องดื่มหลากหลายขนาดนี้ หากไม่มีใครสักคนยอม “ขบถ” เพื่อทำในสิ่งที่แตกต่างจากแนวเดิมๆ ของบริษัท และเป็นตัวอย่างจริงที่ยืนยันได้ว่า นวัตกรรมสามารถมาจากสิ่งที่มีอยู่รอบๆ ตัว หรือจากเครื่องปรุงส่วนผสมที่มีอยู่ในครัว หรืออะไรที่บังเอิญมาอยู่ข้างบ้านเรา และหากมันถูกขัดเกลาด้วยไอเดียดีๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านการวางแผนอย่างดีจนมันงดงามมันก็อาจจะเป็นสินค้าใหม่ที่ฮิตติดตลาดได้
อนึ่ง ...ใครที่คิดว่าตัวเองช่างตีบตันคิดอะไรไม่ออก อยากจะทำอะไรบางอย่างแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลย อย่าเพิ่งท้อถอยค่ะ มีตัวอย่างมากมายของผู้ที่เคยเป็นผู้แพ้มาตลอด แต่กลับมาพลิกผันเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้ในวัยดึก เช่น “คุณลุงควน” เจ้าพ่อแห่งวงการ “มาสก์หน้า” เกาหลียี่ห้อ Mediheal ธุรกิจหลายพันล้านดอลลาร์ หนึ่งในยูนิคอร์นเพียง 3 รายเท่านั้นในเกาหลี คุณลุงก็เพิ่งประสบความสำเร็จในวัยราว 60 ...ผู้พันแซนเดอส์ KFC ก็พ่ายแพ้มาตลอดในชีวิตจนมาเริ่มขายไก่ทอดจริงๆ จังๆ ในวัย 65…
และเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่บอกว่าจะ “ความคิดสร้างสรรค์นั้น สร้างได้” มิใช่มีในเฉพาะบุคคลพิเศษที่พกไอเดียใส่สายสะดือมาแต่กำเนิดค่ะ อาจารย์ท่านหนึ่งจากฮาวาร์ดได้บอกส่วนผสมของการสร้างความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า มันประกอบไปด้วยส่วนผสม 3 อย่าง ได้แก่
1) ความรู้ที่คุณมีอยู่ เป็นสิ่งที่คุณรู้แจ้งดีกว่าคนอื่น เป็นเรื่องที่คุณทำได้ดีและต้องการจะนำมาสร้างความคิดต่อ 2) ความคิดเชิงสร้างสรรค์ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งสะท้อนบุคลิกภาพ หรือวิธีการทำงานของคุณเอง 3) แรงจูงใจ ที่ทำให้เกิดความต้องการจัดการกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดมักจะเกิดขึ้นภายในตน มาจากความชื่นชอบหรือความสนใจส่วนตัว หากมีทั้งสามอย่างนี้ และพยายามมองหาสิ่งที่จะทำได้ ขอเพียงยังคงมีแรงจูงใจอยู่ไม่ท้อถอยไปก่อน ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะพบกับสิ่งที่หาด้วยตัวเอง
เมื่อพูดถึงความรู้นั้น ต้องรู้อะไร และแค่ไหนกันล่ะ ถึงจะพอเพียงต่อการสร้างไอเดียต่างๆ ...Howard Gardner เจ้าพ่อแห่งทฤษฎี “พหุปัญญา” (Multiple Intelligences) ที่ทั่วโลกนำมาใช้ในการสร้างพัฒนาการทางปัญญาของเด็ก บอกว่า “มนุษย์ทุกคนมีความฉลาดทุกด้านและแต่ละด้านไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด ทั้งหมดผสมผสานรวมกันเป็นบุคลิกภาพของเรา” แต่ละคนอาจมีด้านที่เด่นกว่าด้านอื่น เช่น เด่นด้านการคำนวณ กีฬา หรือดนตรี ทฤษฎีนี้ไม่ได้บอกว่าใครฉลาดกว่าใคร แต่ส่งเสริมให้ใช้ความฉลาดที่ตนถนัด เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม เช่น “คิมนานจุง” Rapper เกาหลีที่โด่งดังมี IQ148 สอบ TOEIC ได้ 900 ตั้งแต่มัธยมต้น แต่เลือกมาทะลุความเด่นทางดนตรีดังนั้น แม้ว่าเราจะมีความรู้และความถนัดแตกต่างจากคนอื่นที่บางคนอาจมองว่า “ไม่เข้าท่า” แต่เราก็สามารถสร้างไอเดียสร้างสรรค์จากปัญญาด้านที่เราถนัดได้
(อ่านต่อฉบับหน้า)







