
ลุยตั้งภาษี 2 แสนล้าน ศึกค้า‘จีน-สหรัฐ’ส่อยืด
รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีนรอบใหม่ โดยจะมีผลกับสินค้าหลายรายการ เช่น รถจักรยานยนต์ ถุงมือเบสบอล และกล้องดิจิทัล รวมวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 40% ของสินค้าจีนที่เข้าสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ปิดรับฟังความคิดเห็นจากเอกชน เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยภาษีล่าสุดจะยิ่งส่งผลให้ข้อพิพาทการค้าระหว่างสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกรุนแรงขึ้นอีก
ก่อนหน้านี้ เกาเฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ยืนยันว่า จีนจำเป็นต้องตอบโต้สหรัฐหากวอชิงตันเมินเสียงคัดค้านจากเอกชนและเดินหน้าตั้งกำแพงภาษีจีน
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็น บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐ 4 แห่ง ได้แก่ เดลล์ ซิสโก้ จูนิเปอร์ เน็ตเวิร์คส์ และฮิวเลตต์-แพคการ์ด ได้ยื่นจดหมายต่อยูเอสทีอาร์คัดค้านการตั้งกำแพงภาษีจีน โดยอ้างว่าภาษีที่เรียกเก็บกับอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมจะส่งผลกระทบต่อลูกค้า ธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และศูนย์ข้อมูล อีกทั้งยังขัดขวางนวัตกรรมสำคัญของสหรัฐ เช่น คลาวด์ และ 5จี ตามรอยเอกชน สมาคมการค้า และกลุ่มอื่นๆ เกือบ 350 แห่ง ที่ค้ดค้านระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ออเรสต์ ดอนเซลลา รองประธานอาวุโสของเคแอลเอ-เทนเซอร์ ซัพพลายเออร์ที่ช่วยบริหารจัดการอุตสาหกรรมชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นสมาชิกของกลุ่มการค้า เอสอีเอ็มไอ และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เปิดเผยว่า หากรัฐบาลทรัมป์ควบคุมการส่งออกชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยีไปจีน อาจกระทบต่อธุรกิจชิปอย่างมาก รวมถึงการจ้างงานในสหรัฐด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมชิปจะส่งผู้แทนคุยกับรัฐบาลสหรัฐภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อพยายามหยุดแผนตั้งกำแพงภาษีจีน
ด้าน ดีเรค ซิสเซอร์ส นักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชียของสถาบันผู้ประกอบการอเมริกัน องค์กรคลังสมองในสหรัฐ คาดการณ์ว่าข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อาจยืดเยื้อนานกว่า 2 ปี หลังนักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่าอาจยืดเยื้อไปจนถึงหลังเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในเดือน พ.ย.นี้
“สิ่งที่สหรัฐต้องการคือการเปลี่ยนแปลงแนวทางการค้าของจีน ผมจึงคิดว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจยืดเยื้อไปนานกว่า 2 ปี” ซิสเซอร์ส กล่าว
เล็ง“ญี่ปุ่น”รายต่อไป
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ญี่ปุ่นอาจเป็นเป้าหมายต่อไปของแผนสงครามการค้าของทรัมป์ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่เกินดุลกับสหรัฐมากที่สุดอันดับ 3 ในบรรดาคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ เป็นรองเพียงจีนและเม็กซิโก โดยเกินดุลการค้าด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุด ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของยอดเกินดุลทั้งหมด
ทั้งนี้ สหรัฐกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนตั้งภาษีรถยนต์นำเข้าจากทุกประเทศ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ภายใต้มาตรา 232 และญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าอาจเป็นชาติเดียวที่รับผลกระทบจากกำแพงภาษีรถยนต์ เนื่องจากเม็กซิโกและแคนาดาอาจรอดตัว หากสามารถตกลงกับสหรัฐเรื่องการปรับแก้ความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ได้สำเร็จ ซึ่งจะทำให้ทั้งสองประเทศมีแนวโน้มได้รับการยกเว้นภาษีรถยนต์ดังกล่าว ขณะที่สหรัฐตกลงกับสหภาพยุโรป (อียู) ก่อนหน้านี้ว่าจะยกเว้นภาษีรถยนต์นำเข้าให้และจะเจรจาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวต่อไป
หากสหรัฐเดินหน้าตั้งกำแพงภาษีกับรถยนต์นำเข้า ค่ายรถญี่ปุ่นรายใหญ่จะได้รับผลกระทบหลายราย รวมถึงโตโยต้า นิสสัน และฮอนด้า ซึ่งพึ่งสหรัฐเป็นตลาดหลักของบริษัท อย่างไรก็ดีบริษัทที่ปรึกษาสแตรทฟอร์ คาดการณ์ว่า ญี่ปุ่นอาจได้รับผลกระทบไม่รุนแรงนัก เนื่องจากเอกชนญี่ปุ่นหลายรายมีโรงงานผลิตอยู่ในสหรัฐ
ด้าน ซีเอ็นบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐและญี่ปุ่นจะเจรจาเรื่องกำแพงภาษีรถยนต์ ก่อนทรัมป์และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น จะหารือประเด็นนี้ที่งานประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ วันที่ 25 ก.ย.นี้
นาฟต้าใกล้สำเร็จ
รอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า การเจรจารื้อนาฟต้าระหว่างสหรัฐและแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปใน 3 ประเด็นสุดท้าย รวมถึงบทที่ 19 หรือวิธีการลดความขัดแย้งทางการค้าในอนาคต การคุ้มครองบริษัทสื่อแคนาดา และโควตาผลิตภัณฑ์นม หลังทรัมป์อ้างว่าแคนาดากีดกันผลิตภัณฑ์นมจากสหรัฐ
แหล่งข่าวระบุว่าขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐและแคนาดาจะประนีประนอมในประเด็นดังกล่าวอย่างไรบ้าง และยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะเลือกเดินหน้าข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับเม็กซิโกเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่
ล่าสุด อิลเดฟอนโซ กาฮาร์โด รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก เปิดเผยว่า เม็กซิโกต้องการยกเลิกการตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าตามข้อตกลงกับสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนการลงนามข้อตกลงนาฟต้ารอบใหม่ในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเม็กซิโกหวังว่าแคนาดาจะอยู่ในข้อตกลงด้วย







