
สืบเนื่องในภาวะ‘นายกฯจำยอม’
ก้าวต่อไปของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูน่ากลัว
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ก้าวต่อไปของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูน่ากลัว
“ความน่ากลัว” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำอะไรให้คนทั้งหลายเกรงกลัว แต่หมายถึงจะมีความน่ากลัวมากมายที่จะเกิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในบทบาทที่จำเป็นจะต้องรับบทบาทของนายกรัฐมนตรีในประเทศที่มีปัญหาทางการเมือง “มากที่สุด” แห่งหนึ่งของโลก
ดังที่ได้วิเคราะห์ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ “จำเป็น” ที่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่อไป อย่างน้อยก็อีกสมัยหนึ่ง ภายหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยแรงบีบทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงแรงบีบที่สำคัญที่สุดคือแรงบีบจากคนรอบตัว โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งนี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น
ก้าวแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำก็คือ “แสดงตัวตน” ออกมาให้ชัดเจน ซึ่งคาดหมายกันว่าในเดือนนี้ท่านคงจะประกาศออกมาตามที่ได้ให้สัญญาไว้ โดยผู้เขียนเชื่อว่าท่านคงจะต้อง “ตอบตกลง” แม้จะเป็นไปด้วยความกล้ำกลืนฝืนใจ มิฉะนั้นท่านก็จะเสีย “พันธมิตรทางการเมือง” ซึ่งก็คือบรรดาลิ่วล้อและบริวารในกองทัพ รวมถึงนักการเมืองที่สนับสนุนอยู่นั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็จะส่งผลกระทบต่อ “พันธมิตรทางสังคม” ซึ่งก็คือผู้คนในสังคมที่เชียร์และอยากให้ท่านอยู่ต่อ ที่คงจะมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
เมื่อก้าวแรกท่านต้อง “ตกกระไดพลอยโจน” ไปดังที่กล่าวมานี้ ท่านก็เหมือนนั่งอยู่บนหลังเสือที่ตกลงไปในขวากหลุมของความยุ่งยากโดยรอบด้าน แปลความหมายว่า นอกจากท่านจะต้องรักษาอำนาจให้มั่นคงแข็งแรง (และดูน่าเกรงขาม) อยู่ตลอดเวลาแล้ว ท่านยังจะต้องแก้ปัญหารายรอบตัวท่านอย่างทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะปัญหาของคนรอบข้าง
เริ่มจากในกองทัพที่ท่านต้อง “จัดทัพ” ให้มีความมั่นใจว่า ท่านจะไม่โดน “เสือกัด” ซึ่งก็คืออันตรายจากบรรดาแม่ทัพนายกองของท่านนั่นเอง โดยประวัติศาสตร์ก็ได้เขียนบทเรียนเหล่านั้นไว้หลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ยศในตอนที่ยึดอำนาจจอมพล ป.ใน ปี 2500) หรือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กับนายทหารยังเติร์ก ในปี 2522 (กรณีนี้น่าจะตรงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ พล.อ.ประยุทธ์ คือการจัดวางนายทหารรุ่นต่างๆ เข้าไปอยู่ในวุฒิสภา) แม้แต่ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีการก่อกบฏจากนายทหารที่ท่านมาเองกับมือ ทั้งนี้อย่าลืมว่าทหารไม่ได้มีหน้าที่แค่ค้ำจุนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่นายทหารรุ่นพี่เท่านั้น แต่ยังต้องรักษา “สถาบัน” และความสงบเรียบร้อยให้กับประเทศ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่า
เรื่องความสงบเรียบร้อยในประเทศนี้เองน่าจะเป็น “ขวากหนาม” ที่ทิ่มแทงตัวนายกรัฐมนตรีคือ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นให้ทุกข์ทรมานอยู่ใน “หลุมอำนาจ” มากกว่าสิ่งใดๆ เพราะเมื่อมองไปที่พันธมิตรทางการเมืองของท่าน อันได้แก่พรรคการเมืองและนักการเมืองในกลุ่มที่ผู้คนเคยเห็นไส้พุงและฤทธิ์เดชมามากแล้ว ก็มองเห็นแต่ “กอสวะ” ที่จะอาศัยพึ่งพิงให้เป็น “รัฐนาวา” อันมั่นคงแข็งแรงนั้นหาได้ไม่ แถมกอสวะนั้นเองก็คือวัชพืชที่คอยทำลายสถานะความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่การเรียกร้องเอาผลประโยชน์ในตำแหน่งและนโยบายต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน แต่จะคอย “รังควาน” แสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้เป็นที่เบื่อหน่ายเกลียดชัง และทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา ดังที่เคยมีตัวอย่างมาให้เห็นแล้วถึงนายทหารใหญ่ที่หาญกล้าเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้การสนับสนุนของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง โดยคิดว่าพลังอำนาจของกองทัพจะเอาอยู่ แต่แล้วก็ต้องทำรัฐประหารตัวเอง อย่างเช่น ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร
เรื่องของความสงบเรียบร้อยนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ไปตลอดสมัยที่เป็นรัฐบาล เพราะท่านเองก็ถือกำเนิดมาท่ามกลางความไม่สงบเรียบร้อย โดยได้ยึดอำนาจเข้ามาเพราะนักการเมืองทะเลาะกัน จากนั้นท่านก็ประกาศว่าจะทำให้บ้านเมืองนี้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยการประกาศนโยบายที่จะสร้างความปรองดองให้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปให้ได้ ซึ่งสี่ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่บรรลุผล ซึ่งก็ทำให้ท่านเสียพันธมิตรในทางสังคมคือแรงสนับสนุนจากประชาชนไปพอสมควร แต่เมื่อมองย้อนไปในย่อหน้าก่อนนี้ที่ท่านจะต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในหมู่นายทหารและนักการเมือง ท่านก็จะยิ่งจัดการปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองนี้ไม่ได้ เพราะขนาดมีอำนาจเด็ดขาดด้วยความเป็นเผด็จการ ท่านก็ยังทำไม่สำเร็จ นับประสาอะไรเมื่อมีการเลือกตั้งและประชาชนมีสิทธิเรียกร้องมากมาย เสรีภาพบานสะพรั่งไปทั่ว ท่านก็จะยิ่งมีความยุ่งยากที่จะสร้างความปรองดองนั้นมากขึ้น หรืออาจะถึงขั้นเกิดความขัดแย้งในรอบใหม่ ที่อาจจะทำลายถึงกองทัพนั้นได้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516
แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ท่าน “กล้า” ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไป บางทีท่านอาจจะมี “ไม้เด็ด” เข้ามาจัดการกับ “ขวากหนาม” ทั้งสองส่วนนี้ได้ ซึ่งทำให้หลายคนคาดเดาว่าท่านอาจจะคง “อำนาจพิเศษ” อะไรสักสองสามอย่างไว้ เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา การเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือการคงไว้ซึ่ง “สภาผู้พิทักษ์” คือ คสช.นั่นเอง แต่ที่จะทำได้ทั้งหมดนี้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะจากสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องมีคนสนับสนุนท่านเป็นเสียงข้างมาก
บางทีท่านอาจจะเล่นบท “พระเอก” คือถ้าสภามันปั่นป่วนมากนัก เช่น ตั้งนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ท่านก็อาจจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเสียเลย แล้วก็อาจจะมี “พระรอง” ที่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกองทัพออกมาช่วยท่านกำราบนักการเมืองว่าอย่าวุ่นวายมากนักนะ “เดี๋ยวก็จะเกิด คสช.รอบสองหรอก”
หรือให้พระรองนั้นออกมาเป็นพระเอกแทนก็ได้!







