
‘โซเชียลมีเดีย’ยิ่งง่าย แรงงานทาสยุคใหม่ยิ่งแย่
ปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่ (Modern Slavery) ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่ (Modern Slavery) ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้หลายฝ่ายจะพยายามแก้ปัญหานี้ ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าการใช้ “โซเชียลมีเดีย” อาจทำให้ปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่รุนแรงขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่เอื้อให้ขบวนการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานล่อลวงเหยื่อได้ง่ายขึ้น ด้วยการโฆษณางานที่เกินจริงและไม่ชัดเจน
ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ขบวนการค้าแรงงานทาสยุคใหม่กำลังมุ่งคัดหาคนผ่านทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการโฆษณาบนแฟนเพจเฟซบุ๊ก กลุ่มนายหน้าจัดหาแรงงานจำนวนมากมุ่งหาแรงงานจากยุโรปตะวันออก ด้วยการเสนอโอกาสให้ได้งานทำในยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส โดยบางเพจมียอดไลค์ถึงหลักหมื่น แสดงให้เห็นว่าการใช้โซเชียลมีเดียหาแรงงานทาสกำลังเพิ่มขึ้น และสร้างความท้าทายสำหรับการปราบปรามการโฆษณางานทางออนไลน์
คลารา ซคริวานโควา ผู้จัดการประจำภาคพื้นอังกฤษและยุโรปขององค์กรต่อต้านการค้าแรงงานทาสสากล เปิดเผยว่า ขบวนการคัดสรรแรงงานทาสยุคใหม่หันไปพึ่งเฟซบุ๊กมากขึ้น โดยเฟซบุ๊กมีทั้งกลุ่มแรงงานที่สนใจ แรงงานพลัดถิ่น การแชร์ข้อมูลเรื่องงานหรือชีวิตคนทำงาน แต่ข้อมูลส่วนมากที่ปรากฏกลับไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสวัสดิการ ค่านายหน้า และเป็นเหมือนการหลอกลวงไปค้าแรงงานทาส
ทั้งนี้ รายงานจากสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (ไอทียูซี) ระบุว่า เพจเฟซบุ๊กที่โฆษณางานต่างแดนสร้างความกังวลเรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อแรงงาน เนื่องจากโฆษณาบนเพจโอ้อวดค่าแรงสูงจนดูเกินความเป็นจริง ทั้งยังไม่แสดงที่อยู่ของสำนักงานจัดหางาน และแจ้งลักษณะงานไม่ชัดเจน ซึ่งเข้าข่ายว่าอาจเป็นการหลอกลวง
รายงานยกตัวอย่างจากโฆษณาของเพจหนึ่ง ซึ่งหาแรงงานจากโรมาเนียไปทำงานที่ฝรั่งเศส แต่กลับไม่แจกแจงเรื่องลักษณะงานและค่าจ้าง โดยระบุว่าผู้สนใจจะได้อยู่ในสภาพการทำงานที่ดี และเป็นโครงการระยะยาว
นอกจากนี้ โคเรีย เฮรัลด์ เปิดเผยว่า แรงงานในมาเลเซียก็ตกเป็นเหยื่อของการหางานที่ไม่ชัดเจนเช่นกัน โดยมีแรงงานรายหนึ่งในเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า หลงเชื่อโฆษณาของเพจหนึ่ง เพราะคำชวนเชื่อว่าจะหาเงินได้เร็ว และอาจได้รับใบอนุญาตทำงานถูกกฎหมายด้วย จึงลองเสี่ยงโชค ก่อนจะเจอสภาพแวดล้อมการทำงานอันย่ำแย่ และต้องเสียนิ้วมือ 4 นิ้ว เพราะอุบัติเหตุจากเครื่องจักร
กดดันโซเชียลร่วมรับผิดชอบ
ฟิลลิป ฟิชแมน ที่ปรึกษาอาวุโสขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ไอแอลโอ) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า บริษัทโซเชียลมีเดียควรตั้งมาตรฐานเรื่องการปล่อยโฆษณาหางานให้มีความน่าเชื่อถือ และต้องมีส่วนรับผิดชอบสำหรับการโฆษณาด้วย
“ผมคิดว่าบริษัทโซเชียลมีเดียควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย เช่น ถ้าเฟซบุ๊กทราบว่ามีกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหาคนเนปาลไปทำงานในตะวันออกกลาง และโฆษณาให้ค่าจ้างถึง 5-6 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63-1.96 ล้านบาท) ต่อปี เฟซบุ๊กควรรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดสำหรับการตรวจสอบนี้” ฟิชแมน กล่าว
ขณะที่ เพทยา เนสโทโรวา เลขานุการของอนุสัญญาต่อต้านการค้ามนุษย์ของสภาพยุโรป เปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐบาลบางประเทศในอียูเริ่มตรวจสอบการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อปราบปรามการหาคนทางออนไลน์ เช่น ไอซ์แลนด์ ที่ตรวจสอบหาประกาศหางานที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ความพยายามยังไม่ต่อเนื่อง และติดตามข้อมูลลำบาก
นอกจากนี้ เนสโทโรวา เตือนว่า ยังมีไม่กี่ประเทศที่เริ่มใช้การตรวจสอบลักษณะนี้ ทั้งยังมีบางประเทศ เช่น อาเซอร์ไบจาน และยูเครน ที่สั่งให้ฝ่ายตรวจสอบเว้นการตรวจสอบ เพราะกังวลว่าอาจกระทบภาคเอกชนเรื่องการจ้างงาน
เอเชียยังน่ากังวล
โคเรีย ไทมส์ รายงานว่า ปัญหานายจ้างใน “เกาหลีใต้” คุกคามแรงงานต่างชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งแรงงานถูกกฎหมาย เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมเพิกเฉยต่อปัญหาของแรงงานต่างชาติมานานกว่า 20 ปี
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แรงงานต่างชาติเสียชีวิตมากกว่า 5,800 คน ในเกาหลีใต้ ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย 1,800 คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหาสภาพแวดล้อมของที่ทำงานอันย่ำแย่
นอกจากนี้ แรงงานต่างชาติในเกาหลีใต้ยังไม่สามารถเปลี่ยนที่ทำงาน หากผู้จ้างงานไม่ยอมปล่อยตัว ทำให้แรงงานเหลือทางเลือกแค่การอดทนทำต่อไป หรือต้องย้ายออกจากเกาหลีใต้
ปัญหาไร้ทางเลือกส่งผลให้แรงงานจำนวนมากสิ้นหวัง และมีรายงานว่ามีแรงงานจากเนปาล 36 คน ตัดสินใจฆ่าตัวตายในเกาหลีใต้ ระหว่างปี 2007-2017
ด้าน “มาเลเซีย” มีปัญหาแรงงานเถื่อนเข้าประเทศมากกว่า 1.7 ล้านคน สิ้นสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว โดยแรงงานเถื่อนส่วนมากที่อยู่ในมาเลเซียมาจากอินโดนีเซีย เนปาล และบังกลาเทศ
ล่าสุด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียจะเริ่มปราบแรงงานเถื่อนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในยุครัฐบาล มหาเธร์ โมฮัมหมัด โดยยกเลิกโครงการนิรโทษสำหรับแรงงานเถื่อน ซึ่งช่วยให้แรงงานเถื่อนสามารถจ่ายค่าปรับรวม 400 ริงกิต (ราว 3,183 บาท) แลกกับการไม่จับกุมดำเนินคดี และปล่อยตัวกลับประเทศ







